การงาน: อนุสาวรีย์ชีวิต

วันที่ 20 ก.พ. 2554 เวลา 19:36 น.
ถ้าทำงานแล้วเกิดสภาพ คนสำราญงานสำเร็จ เมื่อไร ก็แสดงว่าประสบความสำเร็จแล้วทั้งในโลกของการทำงานและการดำเนินชีวิต

เรื่อง : ว.วชิเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

“ใครได้ทำงานตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน คนคนนั้นก็เหมือนกับได้แต่งงานกับคนที่ตนรัก ยิ่งทำงาน ยิ่งมีความสุข ยิ่งทำงาน ยิ่งค้นพบความเป็นเลิศ ยิ่งทำงาน ยิ่งสามารถสร้างสรรค์ของชิ้นเอก ฝากไว้ให้โลกจดจำรำลึกถึง”
ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล

ปุจฉา
ดิฉันเป็นทุกข์มาก เหนื่อยกับการเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสต์ของตัวเอง ทำทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบจะทำอย่างไรดีคะ

วิสัชนา
ก่อนอื่นเราคงต้องมาสำรวจกันดูก่อนว่า รูปแบบในการทำงานของคนทั่วไปนั้นเป็นอย่างไร

การทำงานของคนเรานั้น เมื่อกล่าวอย่างรวบรัดแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกัน คือ

1. ทำงานด้วยความจำใจ

2. ทำงานด้วยความจำเป็น

3. ทำงานด้วยความจำหลัก

ประเภทที่ 1 ทำงานด้วยความจำใจ หมายถึง คนที่เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่พ่อแม่มีธุรกิจหลักของครอบครัวอยู่แล้ว ไม่ว่าลูกจะชอบหรือไม่ชอบ รักหรือไม่รัก แต่เมื่อถึงเวลาทำงานก็ต้องรับภาระหน้าที่ในการสืบทอดธุรกิจของครอบครัวต่อไป  การทำงานในลักษณะนี้ สำหรับบางคนในช่วงแรกอาจเป็นความทุกข์ ความอึดอัดขัดข้อง เกิดความรู้สึกเหมือนได้แต่งงานกับคนที่ตนไม่รัก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ แต่เมื่อทำไปจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแล้ว ในที่สุดจะสามารถยอมรับสภาพของตนเองได้ ส่วนคนที่ยอมรับสภาพไม่ได้ ยิ่งทำงาน คุณภาพชีวิตยิ่งลดลง งานได้ผล แต่คนอาจไม่มีความสุข

ประเภทที่ 2 ทำงานด้วยความจำเป็น หมายถึง คนที่ได้ทำงานที่ตนไม่รัก ไม่ชอบ ไม่ถนัด ที่แย่ยิ่งกว่านั้นคือ บางทีค่าตอบแทนก็แสนจะน้อย ความเครียด ความขัดแย้งในที่ทำงานก็สูง แต่เพราะมองไปทางไหนก็ไม่มีทางไปที่ดีกว่า เลยต้องจำใจก้มหน้าทำงานนั้นๆ ไป ยิ่งทำงาน คุณภาพชีวิตยิ่งหดหาย รายได้ต่ำ ความเครียดสูง

การทำงานในลักษณะที่สองนี้คือสภาพของคนทำงานส่วนใหญ่ในโลก ซึ่งโดยมากได้งานทำเพราะสภาพเศรษฐกิจและสังคมบีบบังคับให้ต้องเลือกทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพราะหากไม่ยอมทำงาน ก็หมายความว่า ตัวเองและครอบครัวจะต้องเดือดร้อน กินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น

ประเภทที่ 3 ทำงานด้วยความจำหลัก หมายถึง คนที่ได้ทำงานในสิ่งที่ตนรัก หรือได้ทำงานที่สอดคล้องกับความใฝ่ฝัน ความถนัดของตนเอง เช่น อยากเป็นหมอ ก็ได้เป็นสมใจอยาก อยากเป็นนักธุรกิจ อยากเป็นนักการเมือง อยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ อยากเป็นดารา ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ได้ทำงานตามที่ตนต้องการสมใจอยาก

การทำงานในลักษณะที่สามนี้ สิ่งที่จะได้รับอย่างเห็นได้ชัดก็คือ

1. งานก็ได้ผล

2. คนก็เป็นสุข

แต่ในโลกนี้มีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ทำงานตรงกับที่ตนปรารถนา ใครได้ทำงานตามที่ตัวเองใฝ่ฝัน คนคนนั้นก็เหมือนกับได้แต่งงานกับคนที่ตนรัก ยิ่งทำงาน ยิ่งมีความสุข ยิ่งทำงาน ยิ่งค้นพบความเป็นเลิศ ยิ่งทำงาน ยิ่งสามารถสร้างสรรค์ของชิ้นเอก ฝากไว้ให้โลกจดจำรำลึกถึง เหมือนดา วินชี บรรจงรังสรรค์ภาพโมนาลิซาอันลือชื่อ เหมือนเบโทเฟนสามารถรังสรรค์ดุริยกวีเอาไว้ขับกล่อมชาวโลก เหมือนเชกสเปียร์นฤมิตวรรณกรรมอมตะมากมายไว้ประโลมใจชาวโลกให้รื่นรมย์

ปราชญ์ท่านหนึ่งกล่าวว่า

“เมื่อความรักในงานมาพร้อมกับความสามารถ แน่นอนว่า ต้องได้งานชิ้นเอก”

อุปนิสัยการทำงานในแบบ perfectionist (สมบูรณ์แบบนิยม) ในลักษณะ “เก็บทุกเม็ด” ราวกับมีบรรพบุรุษเป็น “คุณย่าละเมียด คุณแม่ละไม คุณนายละเอียด” นั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดี คือ จะทำให้เป็นคนทำงานคุณภาพชนิด “จำหลักไว้ในใจชน” (เข้าหลักเกณฑ์ที่ 3) ไม่ว่าจะจับทำอะไรก็ตามก็จะทำให้ได้งานคุณภาพทั้งหมด และคนประเภทนี้หลังจากสร้างงานแล้ว งานจะย้อนกลับมาสร้างคน เหมือนผู้กำกับหนังชื่อก้องโลกอย่างจางอี้โหมว หรือสตีเวน สปีลเบิร์ก พลันที่ปล่อยงานชิ้นหนึ่งออกไปสู่สาธารณชนแล้วงานก็ได้สร้างชื่อเสียงให้เขามากมาย และทำให้เขาไม่เคยตกงานอีกเลยตลอดชีวิต

ข้อเสีย คือ จะทำให้เป็นคนที่แบกความเครียดสูง สุขภาพจิตเสื่อม สุขภาพกายอ่อนแอ ไม่มีเวลาให้ตัวเอง ครอบครัว หรือสิ่งสุนทรีย์ในชีวิต เช่น การท่องเที่ยว การเดินทาง การชื่นชมธรรมชาติ การดูหนังฟังเพลง การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การคบเพื่อน หรือที่หนักหน่อย ก็กลายเป็นคนที่ป่วยหนักหนาสาหัสเพราะการทำงาน

ทางแก้สำหรับคนสมบูรณ์แบบนิยมคือ ควรถือหลักของนักปฏิบัติธรรมที่ว่า ทำเหตุให้มาก ปล่อยวางในผล หมายความว่า เวลาทำงาน จงทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด แต่เมื่อทำแล้วต้องปล่อยวางเป็นไม่ต้องคาดหวังสูงสุดจนนำเอางานเข้ามารวมกับลมหายใจหรือเก็บไปฝัน จนไม่เป็นอันกินอันนอน เมื่อทำงานในส่วนของตนอย่างดีที่สุดแล้ว ครั้นส่งงานให้คนอื่นหรือแผนกอื่น หากงานนั้นไม่เป็นไปตามความคาดหวัง ก็ควรเรียนรู้ที่จะยอมรับด้วยความเข้าใจว่าในโลกนี้ไม่มีใครได้ทุกอย่างดังใจหวังและไม่มีใครพลาดหวังทุกอย่างไป ถ้าเราทำในส่วนของเราอย่างดีที่สุดแล้ว แม้ผลออกมาจะไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็ไม่ควรเสียใจ

ประการสำคัญที่สุด คนที่เป็นนักสมบูรณ์แบบนิยมจะต้องถือหลักการทำงานแบบทางสายกลางที่ว่า คนสำราญงานสำเร็จ คือ ทุกครั้งที่ทำงาน ให้ถือหลักคนทำงานต้องมีความสุข มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี และมีผลงานที่มีความเป็นเลิศ