ส่องโรค 'มะเร็งทวารหนัก' เมื่อตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

  • วันที่ 24 พ.ย. 2562 เวลา 07:07 น.

ส่องโรค 'มะเร็งทวารหนัก' เมื่อตัวเลขผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป

สถิติองค์การอนามัยโลก พบมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักคร่าชีวิตติดอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ส่วนไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในโรคมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร

จากสถิติขององค์การอนามัยโลก พบว่า โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั้งหมด ส่วนประเทศไทย มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในโรคมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร พบได้ในทุกช่วงอายุแต่อัตราเสี่ยงของการเกิดโรคจะสูงขึ้นในผู้สูงอายุ

ขณะที่ในประเทศสหราชอาณาจักร พบผู้ป่วยโรคมะเร็งทวารหนักน้อยกว่า 1,200 คนต่อปี สำหรับประเทศไทยมีข้อมูลว่า พบโรคมะเร็งทวารหนักในผู้หญิง 0.1 รายต่อประชากรหญิง 100,000 ราย และในผู้ชายพบ 0.2 ราย ต่อประชากรชาย 100,000 ราย

ล่าสุด ผลการวิจัยของศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพมหาวิทยาลัยเทกซัสในฮุสตัน (UTHealth) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐ พบว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งที่มีการลงทะเบียนทุกชนิดทั่วประเทศระหว่างปี 2001-2016 มีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักทั้งสิ้น 68,809 ราย เสียชีวิต 12,111 ราย

หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จะมีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้นราว 2.7% และเสียชีวิตจากมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้น 3.1% ทุกๆ ปีในช่วงเวลาดังกล่าว โดยชายผิวดำอายุระหว่าง 23-38 ปี และผู้หญิงผิวขาวติดเชื้อมากที่สุด รองลงมาเป็นผู้สูงวัยอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

การวิจัยครั้งนี้ยังพบอีกว่านับตั้งแต่ช่วงปี 1950 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งชนิดนี้ก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการร่วมเพศ การเปลี่ยนคู่นอนหลายคน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ล้วนเพิ่มโอกาสที่จะติดเชื้อเอชพีวีทั้งสิ้น นอกจากนี้ การระบาดของโรคเอชไอวีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มชายรักชายก็มีส่วนทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเอชไอวีมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทวารหนักด้วย และยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ อาทิ ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ

โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก ถ้าพบเร็วรักษาให้หายขาดได้

มะเร็งทวารหนักจะเกิดขึ้นกับทางเดินอาหารส่วนปลาย จากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ระบุว่า กว่า 90% ของมะเร็งทวารหนักเกิดจากเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์เช่นเดียวกับมะเร็งปากมดลูก โดยคู่ชายรักชายที่เป็นฝ่ายรับ (receptive anal intercourse) มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งทวารหนักมากที่สุด

สาเหตุของมะเร็งทวารหนัก

สาเหตุหลักมักเกิดจากการติดเชื้อเอชพีวีที่เป็นสาเหตุของโรคอื่นๆ ด้วย เช่น มะเร็งปากมดลูก และหูดที่อวัยวะเพศ เป็นต้น ซึ่งจะติดต่อผ่านการสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งทวารหนัก คือ HPV-16 และ HPV-18

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดมะเร็งทวารหนักได้ ดังนี้

  • มีอายุมากกว่า 50 ปี
  • สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ขาดการออกกำลังกาย
  • มีประวัติเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก มะเร็งปากช่องคลอด หรือมะเร็งช่องคลอด
  • ประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
  • มีปัญหาภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • เคยผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ หรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เป็นต้น
  • มีพฤติกรรมทางเพศในทางที่เสี่ยง เช่น เปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก หรือมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เป็นต้น
  • รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงและกากใยน้อย
  • มีประวัติลำไส้อักเสบเรื้อรังโดยเฉพาะผู้ที่เป็นนานเกิน 7 ปี หรือเคยตรวจพบมีติ่งเนื้อในลำไส้หลายก้อน 

อาการ

ในระยะแรกไม่มีอาการแสดง จนกว่าเนื้องอกจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่จึงจะมีอาการแสดง และอาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อุจจาระเหลวกับอุจจาระแข็งสลับกันบางครั้งเหมือนถ่ายไม่หมด
  • อุจจาระเลือดปน
  • อุจจาระลำเล็กกว่าปกติ
  • ท้องอืดแน่นท้องตลอดเวลา
  • น้ำหนักลด
  • อาเจียน
  • คลำพบก้อนบริเวณท้อง

ภาวะแทรกซ้อนของมะเร็งทวารหนัก

มะเร็งทวารหนักอาจแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกายได้ โดยเฉพาะตับและปอด ซึ่งจะทำให้การรักษายากขึ้น แต่โอกาสที่จะแพร่กระจายนั้นก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักอาจเสี่ยงกลับมาเป็นมะเร็งอีกครั้งในบริเวณอื่นๆ ภายในร่างกาย

การป้องกันมะเร็งทวารหนัก

แม้ยังไม่สามารถป้องกันโรคมะเร็งทวารหนักได้โดยสมบูรณ์ เพราะยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่โดยทั่วไปอาจลดความเสี่ยงของโรคได้ ดังนี้

  • ไม่สูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งทวารหนัก อีกทั้งยังทำให้สุขภาพแย่ลงทั้งตนเองและคนรอบข้าง ดังนั้น ไม่ควรสูบบุหรี่ เลิกสูบบุหรี่ และไม่อยู่ในบริเวณที่เสี่ยงได้รับควันบุหรี่มือสอง
  • เลี่ยงพฤติกรรมทางเพศในเชิงเสี่ยง การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศอาจช่วยลดปัจจัยที่ไปกระตุ้นให้เกิดโรคมะเร็งทวารหนักได้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเอชพีวีและเชื้อเอชไอวี เช่น เปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ใช้ถุงยางอนามัย มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก เป็นต้น รวมทั้งควรเข้ารับการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ
  • ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อเอชพีวี การฉีดวัคซีนอาจช่วยป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีบางชนิด จึงอาจช่วยลดโอกาสการติดเชื้อที่อาจนำไปสู่โรคมะเร็งทวารหนักได้ดูแลสุขภาพ 
  • หมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และไปพบแพทย์เมื่อมีอาการป่วย มีข้อสงสัย หรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของตน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเผชิญโรคมะเร็งทวารหนัก เช่น สูบบุหรี่ มีอายุมาก จำเป็นต้องรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน เคยป่วยด้วยโรคมะเร็งหรือมีประวัติคนในครอบครัวเคยป่วยด้วยโรคนี้ เป็นต้น 

การรักษา

  1. การผ่าตัด เป็นการรักษาหลักของมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการตัด เอาลำไส้ส่วนที่เป็นโรคและต่อมน้ำเหลืองออกไป การผ่าตัดอาจมีความจำเป็นต้องเอาปลายของำลไส้ที่เหลืออยู่มาเปิดออกทางหน้าท้อง เพื่อเป็นทางระบายของอุจจาระ
  2. รังสีรักษา เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด อาจได้รับการฉายรังสีก่อนหรือหลังผ่าตัด
  3. ยาเคมีบำบัด เป็นการรักษาร่วมกับการผ่าตัด อาจได้รับยาเคมีบำบัดก่อนหรือหลังผ่าตัด

 

 

 

อ่านต่อ : พบผู้ป่วยมะเร็งทวารหนักเพิ่มอย่างน่าตกใจเพราะพฤติกรรมทางเพศที่เปลี่ยนไป https://www.posttoday.com/world/607083

ภาพ : Freepik

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ