จับพิรุธ 8 จุดสังเกต "สัญญาณภาวะซึมเศร้า" ในผู้สูงอายุ

  • วันที่ 15 ก.ค. 2562 เวลา 17:00 น.

จับพิรุธ 8 จุดสังเกต "สัญญาณภาวะซึมเศร้า" ในผู้สูงอายุ

ปัญหาใหญ่ในผู้สูงอายุที่คนในครอบครัวกังวล หนึ่งในนั้นต้องมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตอย่าง “ภาวะซึมเศร้า” แม้ไม่ใช่โรคภัยที่แสดงอาการทางร่างกายอย่างชัดเจน แต่หากปล่อยไว้ภาวะเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจและนำไปสู่ “โรคซึมเศร้า” ซึ่งส่งผลต่อความสุขในการดำเนินชีวิต รวมทั้งกระทบต่อคนรอบข้าง

8 จุดสังเกต “ภาวะซึมเศร้า” ในผู้สูงอายุส่วนใหญ่เริ่มจากอาการดังต่อไปนี้

1.กินอาหารน้อยลงหรือไม่อยากกินอาหารเลยจนน้ำหนักลดลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ผู้สูงอายุที่กินอาหารได้น้อยลงหรือน้ำหนักลดลง มีโอกาสที่จะขาดสารอาหาร ควรดูแลให้ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ ให้กินอาหารอ่อน ย่อยง่าย และไม่กระทบต่อโรคประจำตัว

2.รู้สึกเบื่อหน่าย อะไรที่เคยชอบก็ไม่อยากทำ ไม่ค่อยสนใจ หรือไม่สนใจที่จะดูแลตัวเอง จากที่เคยเป็นคนใส่ใจดูแลตนเองมาก แต่ตอนนี้กลับไม่สนใจการแต่งตัว ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล คือพยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ ให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น ควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำความสะอาดช่องปาก กระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกาย และหากผู้สูงอายุมีปัญหาทางการได้ยิน ควรพบแพทย์เพื่อใส่เครื่องช่วยฟัง หรือหากมีปัญหาด้านการมองเห็น ควรให้ตรวจสายตาและใส่แว่นตา

3.เริ่มไม่ค่อยอยากไปไหน ชอบเก็บตัวอยู่กับบ้าน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล กรณีผู้สูงอายุปลีกตัวจากผู้อื่น ใครชวนไปไหนก็ไม่อยากไป ถ้าปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้จะทำให้ผู้สูงอายุปลีกตัวมากขึ้น อารมณ์จะยิ่งเลวร้ายลง ควรหากิจกรรมทำ โดยควรเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในครอบครัว พาไปกินข้าวนอกบ้าน ปิกนิก หรือเดินเล่นในสวนสาธารณะ

4.นอนไม่ค่อยหลับในเวลากลางคืน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล หากผู้สูงอายุนอนกลางวันควรนอนระหว่าง 12.00-14.00 น. แล้วปลุก เพราะถ้านอนกลางวันมากเกินไป ตอนกลางคืนย่อมมีปัญหาการนอน และหากตอนกลางคืนไม่หลับ อาจชวนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือฟังธรรมมะ หากนอนไม่หลับติดต่อกัน 3-4 วันขึ้นไป ควรพบแพทย์

5.พูดคุยน้อยลง คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ควรให้ความรัก ความใส่ใจความรู้สึก อารมณ์ และความคิด พร้อมทั้งให้โอกาสผู้สูงอายุพูดในสิ่งที่ต้องการ ผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า ความคิดและการเคลื่อนไหวจะช้าลง ทำให้บางทีแม้อยากจะพูด แต่ก็พูดไม่ทัน จึงควรเปิดโอกาสให้พูด ไม่ควรขัดจังหวะหรือพูดตัดบท และผู้ดูแลควรเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน ชวนพูดคุยเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ หรือชวนคุยถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุข

6.อารมณ์ขึ้นลงง่าย บางครั้งหงุดหงิดฉุนฉียว คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ไม่ควรโต้เถียงเพราะอาจทำให่ผู้สูงอายุยิ่งเกิดอารมณ์ขุ่นมัว เป็นอุปสรรคขวางกั้นความสัมพันธ์ ผู้ดูแลควรรับฟังอย่างเข้าใจ ปล่อยให้ผู้สูงอายุระบายความรู้สึกออกมาก่อน จากนั้นลดสาเหตุที่ทำให้หงุดหงิด เบนความสนใจไปยังเรื่องที่มีความสุข หรืออาจจัดให้พักผ่อนในสถานที่สงบ รับฟังอย่างตั้งใจ อาจจะจับมือและนวดเบาๆ ที่หลังมือของผู้สูงอายุระหว่างคุย จะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวได้

7.บ่นว่าไม่สบาย ทั้งที่ตรวจแล้วไม่พบอะไรผิดปกติ คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล การบ่นว่าปวดคลอดเวลาเป็นสัญญาณหนึ่งที่แสดงว่าผู้สูงอายุต้องการความรักและความเอาใจใส่มากขึ้น ผู้ดูแลไม่ควรพูดตอกย้ำว่าผู้สูงอายุไม่ได้เป็นอะไร แม้แพทย์จะตรวจแล้วก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ผู้ดูแลควรพูดถึงอาการที่ผู้สุงอายุบ่น เพื่อให้เขารู้สึกว่าได้รับความเอาใจใส่จากผู้ดูแล รู้สึกว่าผู้ดูแลรับฟังและให้ความสำคัญกับปัญหาของเขา การสื่อสารด้วยความรัก คอยสัมผัสและดูแลด้วยความใส่ใจ เป็นการทดแทนหรือเติมเต็มสิ่งที่ผู้สูงอายุอยากได้รับมากที่สุด

8.รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและไม่อยากอยู่เป็นภาระของลูกหลาน คำแนะนำสำหรับผู้ดูแล ปัญหาเรื่องผู้สูงอายุคิดอยากทำร้ายตัวเองเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ดูแลต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยสัญญาณเตือนที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ การที่ผู้สูงอายุชอบบ่นว่าไม่ไหว ไม่อยากอยู่แล้ว เบื่อโลก เบื่อชีวิต พูดฝากฝังลูกและครอบครัวไว้กับคนใกล้ชิด จัดการสมบัติ ทำพินัยกรรม ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาอันควร รู้สึกสงสัยว่าตนเองเกิดมาทำไม ในเมื่อเกิดมาแล้วก็เป็นภาระให้คนอื่น

ส่วนการเฝ้าระวังเมื่อผู้สูงอายุมีพฤติกรรมดังกล่าว คือการเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดพยายามไม่ให้คลาดสายตา การระวังสิ่งของที่ใช้เป็นอาวุธได้ เช่น เชือก มีด กรรไกร ปืน ยาฆ่าแมลง หรือยารักษาโรค ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะมียาหลายชนิดอยู่กับตัว บางทีเกิดความคิดอยากจะหลับไปเลยไม่อยากตื่นขึ้นมา ก็จะกินยาทั้งหมดที่มี ที่สำคัญคือหมั้นพูดคุย สัมผัส และแสดงถึงความรักความใส่ใจอยู่เสมอ

 

 

 

ข่าวอื่นๆ