จุดพลิกเปลี่ยนในชีวิต 'เบญฟีเวอร์'

  • วันที่ 27 ม.ค. 2562 เวลา 11:34 น.

จุดพลิกเปลี่ยนในชีวิต 'เบญฟีเวอร์'

เรื่อง วันพรรษา อภิรัฐนานนท์

ภาพ อมรเทพ โชติเฉลิมพงษ์

บางเรื่องราว หากไม่เกิดกับตัวเอง ก็คงพูดเหมือนกันว่าเหลือจะเชื่อ เรื่องราวต่อไปนี้คนเล่าขอให้ผู้อ่านโพสต์ทูเดย์อ่านอย่างมีวิจารณญาณ ขอให้อ่านอย่างมีหลักมีข้ออรรถข้อธรรมนำมาพิจารณาแยกแยะ ก็เชื่อว่าทุกท่านจะได้เห็นในสิ่งที่ต้องการเห็น ได้พบเจอในสิ่งที่ต้องการพบเจอ

เรื่องของจุดพลิกเปลี่ยนในชีวิต ที่มาในรูปของโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องราวของหญิงสาวขี้โรคที่เปลี่ยนพลิกชะตาแห่งตน จากสุขภาพแย่มาก กลายมาเป็นคนที่มีสุขภาพร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง สำคัญกว่านั้น คือสุขภาพจิตใจจิตวิญญาณที่ได้กลับมาด้วย อีกปณิธานตั้งมั่นแห่งชีวิต ที่จะได้ทำงานเพื่อรับใช้พระพุทธศาสนาจนกว่าจะหาไม่

“เบญฟีเวอร์” คือผู้หญิงคนนั้น

เมื่อวันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบวันละสังขารของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา (17 ม.ค. 2533) ครูบาอาจารย์ผู้ได้รับการยกย่องว่า เป็นพระสุปฏิปันโนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ลูกศิษย์ลูกหาผู้เคารพเลื่อมใสมากันเป็นจำนวนมากที่สถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) บางเขน ที่นี่เองที่เราได้พบกับเบญฟีเวอร์

เบญฟีเวอร์ (benfever) คือใคร ก็ต้องบอกว่า เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ตั้งใจปฏิบัติบูชา รับใช้พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดสะแก และศิษย์หลวงปู่ดู่ ได้แก่ หลวงตาม้า วรงคต วิริยธโร แห่งวัดถ้ำเมืองนะ จ.เชียงใหม่ สำหรับชื่อเบญฟีเวอร์เรียกขานในหมู่ญาติธรรม ใช้ชื่อตัวคือ เบญ ส่วนนามสกุลละไว้ จงใจไม่เปิดเผย ส่วน “ฟีเวอร์” คือความปรารถนาที่อยากให้ธรรมะเผยแพร่และแผ่ไปในหมู่ชน

เบญฟีเวอร์เล่าถึงตัวเองว่า ขี้โรคมาตั้งแต่เด็ก ที่บ้านเป็นครอบครัวคนจีน ที่ยึดการไหว้เจ้าเป็นสรณะ มีเข้าวัดบ้างพอเป็นธรรมเนียม แต่ก็เป็นการเข้าวัดเพื่อกราบไหว้ขอพร มิได้มีแก่นแกนการปฏิบัติอันใด ถึงกระนั้นในวัยเด็ก ก็ต้องถือว่าเป็นเด็กที่ชอบสวดมนต์ ทั้งๆ ที่สวดแล้วมีอาการ “แปลกๆ” ในแบบที่ใครเห็นต้องอ้าปากค้าง

“ที่ชอบสวดมนต์ก็ชอบเอง ไม่มีหรือคิดอะไรเป็นพิเศษ สิ่งที่พิเศษหรือจะพูดให้ถูกคือสิ่งแปลกประหลาด ที่เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อสวดมนต์ จะมีอาการตัวสั่นพั่บๆๆๆ เหมือนที่เราเห็นคนตัวสั่นเวลาทรงเจ้าเข้าผี เจ้าเข้าทรง ผีเข้าร่าง”

วัยเด็กเรียนหนังสือที่โรงเรียนราชินี อายุ 13-14 ปีก็เริ่มสวดมนต์ แต่ตัวจะสั่นจนครูทักและเพื่อนๆ กลัว เป็นการสวดมนต์ที่ทุกคนทักว่า ช่างน่ากลัวน่าหวั่นใจกระไร นอกจากจะสั่นเทิ้มไปทั้งร่างกายแล้ว ก็มีอาการเหมือน “เลื้อย” ร่างกายท่อนบนประหนึ่งไหลเลี้ยวได้ เลื้อยไปเลื้อยมาลงไปกองพับรวมกันอยู่ที่ด้านหน้า ควบคุมตัวเองไม่ได้

เบญเรียกพ่อว่า ปะป๊า เรียกแม่ว่า หม่าม้า ทั้งคู่กราบไหว้พวกร่างทรงมาแต่เดิม โดยมีจิตศรัทธาเชื่อถือเช่นนั้น กับเชื่อตามร่างทรงที่คุ้นเคยกันว่า อาการแบบนี้หมายถึงลูกสาวถูกร่างทรง มีองค์เทพอย่างนั้นอย่างนี้มาประทับตามที่ร่างทรงอ้าง จากนั้นก็ให้ไปรับขัน อันเป็นศัพท์เฉพาะแวดวงทรงเจ้า ที่เมื่อรับขันแล้ว ผู้รับก็จะเป็นร่างทรงของเจ้าองค์นั้นตลอดไป หายเจ็บหายไข้

“เมื่อก่อนเบญเจ็บออดแอด เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ เจ็บป่วยบ่อย ประเภทสามวันดีสี่วันไข้ ร่างกายอ่อนแอผ่ายผอม ปวดหัวตลอดเวลา บางทีก็ปวดหลังมาก เดินตากแดดตากฝนไม่ได้ แค่นิดเดียวนี่กลับมาบ้านก็ไข้ขึ้นแล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตคือความยากลำบาก หายใจแต่ละทีจะเหมือนมีมีดมากรีดที่กลางอก ต้องค่อยๆ หายใจเบาๆ แผ่วๆ เพื่อไม่ให้เจ็บหัวใจมาก”

เบญฟีเวอร์เล่าว่า เธอเริ่มมีอาการแปลกๆ น่าจะเกี่ยวข้องกับบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ตัวของเราป่วยหรือเปล่า ก็แอบคิดแบบนั้นบ้างเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่คิดอะไรมาก สวดมนต์เพราะอยากสวดทั้งที่ตัวสั่น ลืมถามไปว่า ได้รับขันหรือไม่ หากการสวดมนต์ได้ท่องบทพระพุทธคุณตามปกติ (อิติปิโส) ได้สวดต่อไปอย่างไม่อินัง ปรากฏว่า ผลการเรียนดีขึ้น จากเด็กที่เคยได้เกรด 1.2 จะตกมิตกแหล่ ก็กลายเป็นเกรด 3.9

จากเด็กที่ร่างกายอ่อนแอ สติปัญญาต่ำ ท่องอ่านอะไรก็ไม่จดจำ เทอมหนึ่งตกทีละ 8 วิชา กลายเป็นเด็กที่ขยับมาเรียนรู้ได้ อ่านหนังสือก็พอจะพากเพียรเข้าหัว ไม่เหมือนกับที่ผ่านมาที่ไม่เคยเข้าใจสิ่งที่เรียนได้เลยหรือได้ก็น้อยมาก จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เทอมสุดท้ายด้วยเกรดเกือบ 4 แต่นั่นไม่ทันแล้วเพราะเกรดเฉลี่ยโดยรวม (ม.1-ม.3) ต่ำมาก ครูแนะนำให้ไปศึกษาต่อที่อื่น

เบญเรียนต่อที่โรงเรียนกรุงเทพการบัญชี แต่ก็เป็นไปภายใต้คำแบ่งรับแบ่งสู้ของสถาบันที่อนุญาตให้เข้าเรียนว่า ถ้าเรียนอ่อนอย่างนี้ ต่อไปหากเกรดไม่ถึงมาตรฐานที่กำหนด ก็ต้องขอให้ออกไปเรียนที่อื่นนะ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่เบญได้รู้ว่า การสวดมนต์ทำให้เธอมีสติและมีปัญญาที่ดีขึ้น นั่งสมาธิได้ ไม่เลื้อยอีก

การทำสมาธิในเวลาต่อมาใช้หลักดูลมหายใจ พุท-โธ ก็ถือว่าก้าวหน้า การเรียนดีขึ้นโดยลำดับ จิตใจดีขึ้นโดยลำดับ มีกำลังกายกำลังใจที่จะใช้ชีวิตต่อไป แต่แล้วก็เกิดเหตุ เมื่อ “ปะป๊า” ซึ่งป่วยเป็นโรคไต จู่ๆ เกิดอาการปัจจุบันต้องหามส่งโรงพยาบาลใกล้บ้าน เบญตามไปที่โรงพยาบาล ทันได้ปอกผลไม้ให้ปะป๊ากินเป็นครั้งสุดท้าย

“เบญไม่เคยเข้าครัวหรือจับมีดทำอาหาร แต่ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ได้ปอกผลไม้ให้ปะป๊ากิน ผลไม้ที่ปอกกลายเป็นผลไม้เละๆ เพราะเราปอกไม่เป็น ปอกให้ป๊ากิน แล้วป๊าก็กิน ป๊าเสียใน 3 ชั่วโมงถัดมา”

เบญขณะนั้นอายุเข้าเบญจเพส รู้สึกเสียใจที่สุดที่ปะป๊ามาเสียชีวิต ความรู้สึกเหมือนโลกทั้งโลกทลายลงตรงหน้า พ่อลูกรักกันแค่ไหนแต่ถึงที่สุดก็ไม่อาจยื้อยุดฉุดรั้ง ต้องปล่อยให้เป็นตามที่เป็นไป ญาติคนนั้นคนนี้พากันพูดว่า เห็นปะป๊ามาหาที่บ้านบ้าง หรือมายืนรออยู่ที่หน้าประตูบ้าง แต่ไม่อาจเข้ามา ใบหน้าคล้ำดำมีเงามืด ก็จิตตกกันไปหมด

“อยากรู้ว่า ปะป๊าไปไหน ชีวิตหลังความตายเป็นอย่างไร เบญอยากรู้มาก อยากรู้ขนาดที่ว่า แทบทำอะไรไม่ได้เลย”

ในช่วงนั้นได้ไปดูการทำนายทายทักตามที่ต่างๆ แม้การทรงเจ้าที่ครอบครัวคุ้นเคยก็ดูไม่ขาด แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น ไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าปะป๊าไปไหน จนเมื่อกัลยาณมิตรท่านหนึ่ง ได้แนะนำผู้รู้ที่ดูและรู้ได้ ผู้เป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของหลวงตาม้า โดย “ผู้รู้” ได้ทักเบญถึงถ้อยคำหรือสำนวนที่ปะป๊าเท่านั้นที่จะพูด บอกกล่าวในบางเรื่องที่เบญกับปะป๊าเท่านั้นที่รู้กัน 2 คน ชอบทำชอบกินอะไรตอบถูกหมด 99%

“ก็ทำให้เชื่อว่า เราได้มาเจอกับคนที่เป็นสะพาน และเชื่อมต่อไปถึงปะป๊าได้จริง ได้ถามหลวงปู่ดู่ผ่านผู้รู้ท่านนั้นว่า ปะป๊าอยู่ที่ไหน เป็นยังไงบ้าง คำตอบที่ได้ทำให้เย็นเยียบ จับขั้วหัวใจ เพราะท่านตอบว่า ปะป๊าเป็นสัมภเวสี ล่องลอยอยู่ระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล”

หญิงสาวผู้ชะตาพลิกผันเล่าต่อไปว่า นี่มันอะไรกัน นี่หรือการตอบแทนของการที่ครอบครัวเราได้ประพฤติปฏิบัติไหว้เจ้าทุกปี ปะป๊าไหว้เจ้าปีละ 4 ครั้ง แต่ละครั้งหมดเงินเป็นหมื่นเป็นแสน แต่ที่สุดได้เป็นสัมภเวสี ลอยไปลอยมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาลที่เสียชีวิต ได้กราบเรียนถามหลวงปู่ว่า จากนี้ไปจะต้องทำอย่างไรเพื่อผลดีที่สุดสำหรับปะป๊า

“หลวงปู่” แนะนำผ่านผู้รู้ให้สวดมนต์คาถาจักรพรรดิ์ ซึ่งเป็นคาถาที่มีทิพยอำนาจปรับภพภูมิแก่ผู้วายชนม์ได้ จากนั้นมาจึงถือปฏิบัติสวดคาถาจักรพรรดิ์เป็นลมหายใจแห่งตน เพื่ออุทิศบิดา แต่ขณะที่สวดมนต์ให้ปะป๊านั้น ก็เหมือนกับได้สวดให้ตัวเองด้วย ภายใน 1 เดือน อาการเจ็บป่วยของตนที่เป็นมาแต่เดิม ก็ทุเลาเบาบางอย่างเห็นได้ชัด

จากที่ตั้งสัจจะสวดคาถาจักรพรรดิ์ให้บิดา หญิงสาวสวดมนต์ตลอดเวลาที่สวดได้ ช่วงหนึ่งเดือนที่ว่านี้เป็นขณะเดียวกับที่หมดอาลัยตายอยากในชีวิต เบื่อและเลิกกินยาที่กินมาตั้งแต่เด็ก คิดว่าครั้งสุดท้ายขอทำเต็มที่ สวดเต็มที่ ตายเป็นตาย ก็กลายเป็นหายจากโรค ทุกอาการที่เป็นมาตั้งแต่เด็กปลาสนาไปภายใน 1 เดือนที่สวดมนต์คาถาบทนี้

“มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นที่หัวใจของเบญ”

ต่อมาได้รู้จักการแผ่บุญ รู้จักที่มาที่ไปของบุญ (และกรรม) ดีขึ้น ก็สวดจักรพรรดิ์แผ่บุญตลอดมา อาศัยบารมีหลวงปู่ดู่และหลวงตาม้า เพื่อส่งต่อบุญไปให้ปะป๊า และเพื่อเปลี่ยนภพภูมิให้ดีขึ้น ปะป๊าทุกวันนี้ “สว่างขึ้น” เบญกำหนดจิตบอกให้ปะป๊ะรู้ว่าขอให้ติดตามบารมีของหลวงปู่ดู่และหลวงตาม้าตลอดไป กับขอให้ตามอนุโมทนาบุญกับเบญไปชั่วชีวิต

จากที่เจ็บหัวใจเหมือนมีดกรีดอก ก็ไม่เจ็บหัวใจอีกต่อไป จากที่เคยมืดมนหนทาง ก็ “สว่าง” จากนี้ไป เบญฟีเวอร์ปวารณาตัวว่าเธอจะขอรับใช้พ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่ดู่และหลวงตาม้า จัดทำและแจกจ่ายพระผงพิมพ์จักรพรรดิ์ (พระพุทธรูปปางพระมหาจักรพรรดิ์) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้กระทั่งสถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) แห่งนี้ ก็ถือกำเนิดจากดวงจิตที่อาสานี้

สถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) กรุงเทพฯ เบญฟีเวอร์ได้ตั้งความปรารถนาไว้เมื่อ 12 ปีก่อน ได้กราบเรียนหลวงตาม้าด้วยวาจาว่าจะสร้างวัด ถ้าสร้างสำเร็จ จะขออัญเชิญพระแก้วแดงองค์ใหญ่จากกุฏิเก่าท่านมาประดิษฐาน หลวงตาม้าตอบว่า “ได้ ถ้าสร้างสำเร็จ” และแนะนำให้อธิษฐานขอเพื่อสร้างสถานปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ดู่ ปรากฏว่าสำเร็จภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี

เบญฟีเวอร์วัย 39 ปี ตั้งสัจจะที่จะอุทิศตัวช่วยงานหลวงปู่หลวงตาตลอดไปทุกภพทุกชาติ เผยแพร่รูปลักษณ์คำสอนของท่านอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทำเต็มที่โดยไม่หวังลาภสักการ แม้ลาภคนนิยมก็ไม่หวัง ยึดหลักทำฟรีอย่างเดียว พระผงจักรพรรดิ์แจกฟรี และสถานสวดมนต์ฯ ก็เชิญมาปฏิบัติบูชาหลวงปู่หลวงตาโดยไม่ต้องกำเงินมาแม้แต่หนึ่งบาท

“บาทเดียวก็ไม่เอา ที่นี่ไม่รับบริจาคเป็นส่วนตัว ไม่จัดจำหน่ายวัตถุบูชา ใครที่มีจิตศรัทธาช่วยสนับสนุนก็หย่อนตู้ด้วยตัวเองที่หน้าเคาน์เตอร์ แต่ไม่ต้องให้เป็นส่วนตัวกับเบญฟีเวอร์ ขออนุญาตไม่รับ”

เรื่องการทำพระผงแจกผู้มีจิตศรัทธา เคยมีผู้ต่อว่าเพราะเห็นเป็นสีกาแต่มายุ่งขิงเรื่องสร้างพระ หากเจ้าตัวมองว่า ได้ปรึกษาครูบาอาจารย์ซึ่งอนุญาตให้ทำได้ โดยเมื่อเป็นเรื่องการสร้างศรัทธาในวงกว้าง และถือปฏิบัติเช่นเดียวกับ “สูตร” ที่หลวงตาม้าได้ให้โอวาทไว้ ก็ถือว่ามีฤทธิ์มีอานุภาพเท่ากับที่หลวงตาทำแจกเอง พระผงที่ทำขึ้นนี้แจกฟรีทั่วโลก

“เพราะเบญเคยได้รับมาก่อน ทั้งในเรื่องของปะป๊าด้วย และเรื่องการสวดมนต์หายโรคด้วย ก็อยากส่งต่อให้คนอื่นๆ ในช่วงแรกคนต่อต้านว่า ทำไปก็ไม่รอดหรอก แต่ก็ทำต่อเนื่องมากว่า 10 ปีแล้ว ไม่มีเงิน แต่ก็ทำมาได้ถึงวันนี้”

สิ่งที่ทำทั้งหมด เพียงอยากให้ญาติธรรมทั้งหลาย ได้พบได้เจอสิ่งดีๆ เหมือนกับที่เธอเคยได้พบ เหมือนกับที่เธอเคยได้เจอ เห็นผลวันนี้คือความชื่นใจในความดีงามความบริสุทธิ์ หวังเพียงหลักธรรมคำสอนของหลวงปู่หลวงตาจะได้ขจรขจายสืบไป ทุกวันนี้เบญฟีเวอร์เป็นผู้นำสวด-อธิษฐานและดูแลสถานสวดมนต์สาขาพุทธพรหมปัญโญ (วัดถ้ำเมืองนะ) เขตบางเขน กรุงเทพฯ 

ข่าวอื่นๆ

ข่าวอื่นๆ