เปิดเบื้องหลังภารกิจพาไทยฝ่าวิกฤตพลังงานโลก
เปิดเบื้องหลังภารกิจพาไทยฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง ป้องกันพลังงานขาดแคลนเพื่อผู้บริโภค
ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงคุกรุ่นและยากจะคาดเดา สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ "ความผันผวนของราคาพลังงานโลก" ที่กลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ของประเทศไทยในการรักษาความมั่นคงทางพลังงาน
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ที่สุดของกลไกการบริหารจัดการพลังงานในเวลานี้ จึงไม่ใช่การแสวงหากำไรทางธุรกิจ แต่คือการทำทุกวิถีทางเพื่อ "ไม่ให้ประเทศเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำมัน" ซึ่งภายใต้ภารกิจดังกล่าว ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องแบกรับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อลดทอนผลกระทบจากความผันผวนของราคาไม่ให้ตกเป็นภาระของผู้บริโภค
ข้อมูลจากการวิเคราะห์โครงสร้างทางการเงินและสภาพคล่องของกลุ่มธุรกิจพลังงานหลักในไทย ชี้ให้เห็นว่า ท่ามกลางความผันผวนอย่างหนักของราคาพลังงานในตลาดโลก กลไกการจัดหาพลังงานของประเทศจำเป็นต้องอาศัยความแข็งแกร่งทางการเงินที่สูงขึ้น โดยต้องอัดฉีดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) จำนวนมหาศาลเพื่อรักษาสภาพคล่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจพลังงานของไทยต้องแบกรับต้นทุนแฝง ดังนี้
1. รับต้นทุนสำรองจ่ายล่วงหน้า นำเข้าน้ำมัน-LNG ตรึงความมั่นคงทางพลังงาน
กลุ่มธุรกิจพลังงานแห่งชาติต้องเตรียมเม็ดเงินสำรองสูงถึงประมาณ 137,000 ล้านบาท เพื่อนำไปจัดหาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (Spot LNG) ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานใช้อย่างต่อเนื่องและไม่ประสบปัญหาขาดแคลน
อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดหาดังกล่าวทำให้ผู้จัดหาและกลุ่มโรงกลั่นต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น โดยต้องสำรองเงินสดชำระค่าสินค้าให้แก่ผู้ผลิตในต่างประเทศล่วงหน้า สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดภาระต้นทุนดอกเบี้ยสะสมพุ่งสูงขึ้นกว่า 7,000 ล้านบาท
2. ต้นทุนแฝงจากการบริหารความเสี่ยง (Margin Call)
เพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาน้ำมัน กลุ่มธุรกิจพลังงานจำเป็นต้องทำธุรกรรมอนุพันธ์ในตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Future Exchange) ซึ่งกลไกตลาดกำหนดให้ต้องวางหลักประกันในมูลค่าที่สูงมาก โดยมีการประเมินว่าผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานอาจต้องสำรองเงินสดไว้สูงสุดถึง 63,000 ล้านบาท เพื่อรองรับกรณีที่คู่สัญญาเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) ส่งผลให้เม็ดเงินมหาศาลในส่วนนี้ไม่สามารถนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียน หรือต่อยอดสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจในด้านอื่นๆ ได้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น อีกหนึ่งในกลไกหลักที่ช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้คือการดึงศักยภาพของเครือข่ายธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (Trading Network) ระดับโลกที่มีอยู่ เข้ามาช่วยบริหารจัดการและจัดหาแหล่งพลังงานทดแทนข้ามภูมิภาคได้อย่างทันท่วงที
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึง 'ต้นทุน' ด้านความมั่นคงทางพลังงานที่กลุ่มบริษัทพลังงานแห่งชาติต้องแบกรับนอกเหนือจากกลไกตลาดเสรี โดยต้องยอมสละสภาพคล่องขององค์กรเข้าพยุงเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงานของของประเทศให้ยั่งยืนในระยะยาว


