posttoday

ส่อง "หนองแขม" คืบหน้า 91.99% โรงไฟฟ้าขยะ 1,000 ตัน เดือนหน้าทดสอบ!

24 เมษายน 2569

โครงการโรงไฟฟ้าขยะหนองแขมใกล้เสร็จ เตรียมทดสอบระบบ รองรับขยะวันละ 1,000 ตัน ผลิตไฟฟ้า ลดฝังกลบ และยกระดับการจัดการขยะของกรุงเทพฯ

KEY

POINTS

  • โรงไฟฟ้าขยะหนองแขมมีความคืบหน้าในการก่อสร้างแล้ว 91.99% และมีกำหนดการทดสอบระบบในเดือนหน้า ก่อนจะเปิดดำเนินการเต็มรูปแบบในปี 2569
  • โครงการนี้สามารถรองรับขยะได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และมีศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 30 เมกะวัตต์
  • ใช้เทคโนโลยีเตาเผาแบบ Stoker (ตะแกรงเลื่อน) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล สามารถจัดการขยะหลากหลายประเภทได้โดยไม่ต้องคัดแยกละเอียด พร้อมระบบบำบัดมลพิษที่เข้มงวด
  • นอกจากการผลิตไฟฟ้า โครงการนี้ยังถูกวางให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนมุมมองของคนเมืองต่อการจัดการขยะ

ข้อมูลกรมควบคุมมลพิษเปิดเผยว่าในปี 2565 กรุงเทพฯ ผลิตขยะประมาณ 12,900 ตัน/วัน เท่ากับปัจจุบัน กรุงเทพมหานครผลิตขยะราว 12,000–13,000 ตันต่อวัน มาถึงวันนี้ “ปลายทางของถุงดำ” ไม่ได้จบแค่หลุมฝังกลบอีกต่อไป แต่ขยะเหล่านี้บางส่วนกำลังจะถูก “รีไซเคิลเป็นพลังงาน” อย่างจริงจัง และหนึ่งในหมากตัวสำคัญของเกมนี้ก็คือ “ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม” โรงไฟฟ้าจากขยะที่กำลังจะเปิดเต็มรูปแบบในกรุงเทพฯ ซึ่งตอนนี้เดินทางมาไกลเกิน 90% แล้ว และใกล้จะได้ทดลองเดินระบบจริงในอีกไม่นาน

 

เดิมทีขยะส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งการฝังกลบ ซึ่งทั้งเปลืองพื้นที่และสร้างผลกระทบระยะยาว แต่เมื่อเมืองเริ่มโตเกินกว่าจะ “ทิ้ง” ได้แบบเดิม แนวคิด Waste-to-Energy หรือ “เปลี่ยนขยะเป็นไฟฟ้า” จึงกลายเป็นคำตอบใหม่ที่ทั้งลดปริมาณขยะและสร้างพลังงานไปพร้อมกัน

 

ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม (ภาพ: กรุงเทพมหานคร)

 

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานคร มีโครงการโรงไฟฟ้าจากขยะหลัก ๆ อยู่ 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เปิดดำเนินการแล้ว เป็นโรงไฟฟ้าขยะเชิงพาณิชย์แห่งแรกของ กทม.  และศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม กำลังก่อสร้าง (คืบหน้ากว่า 90% และเตรียมทดสอบระบบเดือนหน้า)

 

ที่หนองแขม โครงการนี้ไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะถูกออกแบบให้รองรับขยะ ไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ระดับประมาณ 30 เมกะวัตต์ ซึ่งถือว่าเพียงพอสำหรับการจ่ายไฟให้กับบ้านเรือนจำนวนมากในเมืองใหญ่ กระบวนการภายในฟังดูเหมือนโรงไฟฟ้าขนาดย่อม เริ่มจากรถขยะเทของลงใน “บ่อรับขยะ” ปิดสนิทเพื่อลดกลิ่น จากนั้นพักไว้ให้ความชื้นลดลง ก่อนจะถูกเครนยักษ์คีบเข้าเตาเผาอุณหภูมิสูงระดับ 850–1,100 องศาเซลเซียส ความร้อนที่ได้จะต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง หมุนกังหัน และสุดท้ายแปลงเป็นไฟฟ้า กระบวนการเดียวกับโรงไฟฟ้าทั่วไป แต่ใช้ “ขยะ” เป็นเชื้อเพลิงแทนฟอสซิล

 

ความน่าสนใจอีกอย่างคือเทคโนโลยีที่ใช้เป็นแบบ Stoker (เตาเผาแบบตะแกรงเลื่อน) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับโรงไฟฟ้าขยะขนาดใหญ่ เพราะสามารถจัดการขยะที่มีองค์ประกอบหลากหลายได้โดยไม่ต้องคัดแยกละเอียดมากนัก และยังมีระบบบำบัดมลพิษ ทั้งก๊าซ น้ำเสีย และเถ้าถ่านเพื่อให้ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด

 

ส่อง "หนองแขม" คืบหน้า 91.99% โรงไฟฟ้าขยะ 1,000 ตัน เดือนหน้าทดสอบ!

 

แต่สิ่งที่ทำให้หนองแขมเป็น “มากกว่าโรงงาน” คือการถูกวางให้เป็น ศูนย์เรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ภายในมีการพัฒนาแพลตฟอร์มเยี่ยมชมแบบดิจิทัล 360 องศา ให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจวงจรชีวิตของขยะ ตั้งแต่ต้นทางจนกลายเป็นพลังงาน แนวคิดนี้สะท้อนว่าโครงการไม่ได้ต้องการแค่กำจัดขยะ แต่ยังต้องการ “เปลี่ยนมุมมองของคนเมือง” ต่อขยะด้วย

 

ในเชิงโครงสร้าง โครงการนี้ดำเนินงานในรูปแบบความร่วมมือรัฐ–เอกชน (PPP) โดยเอกชนเป็นผู้ลงทุน ก่อสร้าง และเดินระบบ ก่อนจะโอนกลับให้กรุงเทพมหานครในระยะยาว โมเดลนี้ช่วยลดภาระงบประมาณรัฐ และดึงเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาใช้ได้เร็วขึ้น

 

เอกชนหลักหลักคือบริษัท ซีแอนด์จี เอ็นไวรอนเมนทอล โปรเท็คชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีและบริหารจัดการขยะจากจีน มีประสบการณ์โรงไฟฟ้าขยะ (Waste-to-Energy) ทั้งในไทยและต่างประเทศ มีรายงานระบุว่า กลุ่ม C&G ได้รับโครงการเตาเผาขยะของ กทม. ทั้งหนองแขมและอ่อนนุช ภายใต้สัญญาระยะยาวประมาณ 20 ปี

 

ส่อง "หนองแขม" คืบหน้า 91.99% โรงไฟฟ้าขยะ 1,000 ตัน เดือนหน้าทดสอบ!

 

อัปเดตล่าสุดจากกรุงเทพมหานครบอกว่าโครงการมีความคืบหน้าราว 91.99% และกำลังเข้าสู่ช่วงติดตั้งเครื่องจักรหลัก ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ พร้อมเตรียมเปิดรับขยะเพื่อทดสอบระบบผลิตไฟฟ้าในปี 2569 ก่อนจะเดินเครื่องเต็มรูปแบบในปีเดียวกัน นั่นหมายความว่า อีกไม่นาน “ขยะกรุงเทพฯ” จะเริ่มถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานในระดับอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง

 

ในภาพรวม ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขมไม่ใช่แค่โครงการกำจัดขยะ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่าน จากเมืองที่ “ต้องหาที่ทิ้ง” ไปสู่เมืองที่ “ใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า” มากขึ้น มันคือจุดตัดระหว่างปัญหาสิ่งแวดล้อม พลังงาน และการออกแบบเมืองในอนาคต

 

ส่อง "หนองแขม" คืบหน้า 91.99% โรงไฟฟ้าขยะ 1,000 ตัน เดือนหน้าทดสอบ!

 

เปรียบเทียบ ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช vs ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม

 

ศูนย์อ่อนนุชถือเป็นฮับขยะขนาดใหญ่ของกรุงเทพ รองรับขยะรวมประมาณ 4,000–4,300 ตันต่อวัน แต่ในส่วนของ “โรงไฟฟ้าขยะ” จะดึงขยะมาใช้ราว 1,000 ตันต่อวัน สำหรับการผลิตพลังงาน โดยกำลังผลิตไฟฟ้าอยู่ในช่วงประมาณ 20–30 เมกะวัตต์ (ขึ้นกับเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการเดินเครื่อง) ที่เหลือของขยะยังถูกส่งไปกำจัดด้วยวิธีอื่น เช่น ฝังกลบหรือคัดแยกรีไซเคิล

 

ฝั่งหนองแขมเป็นโครงการใหม่ที่ออกแบบมาเน้น “ผลิตพลังงาน” มากขึ้น โดยโรงไฟฟ้าขยะรองรับ ประมาณ 1,000 ตันต่อวัน เช่นกัน แต่เป็นการออกแบบใหม่ทั้งระบบตั้งแต่ต้น ทำให้มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าในระดับ ประมาณ 30 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าเป็นหนึ่งในกำลังหลักของเมืองในการลดขยะฝังกลบ ปัจจุบันอยู่ในช่วงใกล้เสร็จและเตรียมทดสอบระบบ

 

มองภาพรวม อ่อนนุช คือ “ศูนย์จัดการขยะครบวงจร + มีโรงไฟฟ้า” ส่วนหนองแขม เป็น“ศูนย์ยุคใหม่ที่โฟกัส Waste-to-Energy เต็มตัว ทั้งสองแห่งรวมกันจะช่วยดูดซับขยะระดับ หลายพันตันต่อวัน และเป็นแกนหลักของระบบเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานของกรุงเทพฯ ในอนาคต

 

เทคโนโลยีเตาเผาแบบ Stoker (ตะแกรงเลื่อนหรือตะกรับ) หัวใจของระบบ

หัวใจของโรงไฟฟ้าขยะคือเทคโนโลยีเตาเผาแบบ Stoker คือ “เตาเผาที่มีตะแกรงเลื่อน (moving grate)” คอยพาขยะไหลผ่านการเผาทีละช่วง ซึ่งถูกใช้แพร่หลายในโรงไฟฟ้าขยะขนาดใหญ่ทั่วโลก หลักการทำงานคือการลำเลียงขยะผ่านกระบวนการเผาไหม้เป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การอบแห้งเพื่อลดความชื้น ต่อด้วยการเผาไหม้ที่อุณหภูมิสูงราว 850–1,100 องศาเซลเซียส และการเผาซ้ำเพื่อให้เหลือเพียงเถ้า ความร้อนที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปผลิตไอน้ำเพื่อหมุนกังหันและผลิตไฟฟ้า จุดเด่นของระบบนี้คือสามารถรองรับขยะที่มีองค์ประกอบหลากหลายและมีความชื้นสูงได้ดี ซึ่งเหมาะกับลักษณะขยะในประเทศไทยที่มีเศษอาหารปะปนจำนวนมาก

 

ส่อง "หนองแขม" คืบหน้า 91.99% โรงไฟฟ้าขยะ 1,000 ตัน เดือนหน้าทดสอบ!

 

ระบบควบคุมมลพิษหลายชั้นเพื่อความปลอดภัย

ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจสำคัญของโรงไฟฟ้าขยะสมัยใหม่ ระบบควบคุมมลพิษจึงถูกออกแบบเป็นหลายชั้น เริ่มจากการควบคุมการเผาไหม้ให้สมบูรณ์เพื่อลดการเกิดสารพิษตั้งแต่ต้นทาง จากนั้นใช้ถุงกรอง (Bag Filter) เพื่อดักจับฝุ่นขนาดเล็กระดับ PM2.5 ได้มากกว่า 99% ควบคู่กับการฉีดถ่านกัมมันต์เพื่อดูดซับสารอันตรายอย่างไดออกซินและโลหะหนัก นอกจากนี้ยังมีระบบ Scrubber สำหรับล้างก๊าซกรด และระบบลดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ทำให้โรงไฟฟ้าขยะสามารถควบคุมการปล่อยมลพิษให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐานยุโรปที่มีความเข้มงวดสูง

 

ระบบดักไดออกซิน / PM2.5 ใช้อะไร

การควบคุมมลพิษในโรงไฟฟ้าขยะเป็นระบบหลายชั้นที่เริ่มตั้งแต่ต้นทาง โดยการควบคุมอุณหภูมิการเผาให้สูงและสม่ำเสมอ (มากกว่า 850 องศาเซลเซียส) จะช่วยลดการเกิดสารพิษอย่างไดออกซินตั้งแต่แรก เพราะสารชนิดนี้มักเกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้น “คุณภาพของการเผา” จึงเป็นด่านแรกของการควบคุมมลพิษ

 

ในขั้นตอนถัดมา ระบบกรองฝุ่นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะ Bag Filter หรือถุงกรองผ้า ซึ่งสามารถดักจับฝุ่นละเอียดระดับ PM2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก นอกจากนี้ยังมีการฉีดผงถ่านกัมมันต์ (Activated Carbon) เข้าไปในกระแสก๊าซ เพื่อดูดซับไดออกซินและโลหะหนักก่อนที่ก๊าซจะผ่านระบบกรอง ทำให้สารพิษถูกจับไว้ในรูปของฝุ่นและไม่ปล่อยออกสู่บรรยากาศ

 

ส่อง "หนองแขม" คืบหน้า 91.99% โรงไฟฟ้าขยะ 1,000 ตัน เดือนหน้าทดสอบ!

 

นอกจากฝุ่นและไดออกซินแล้ว โรงไฟฟ้าขยะยังต้องควบคุมก๊าซพิษอื่น เช่น ซัลเฟอร์ออกไซด์ (SOx) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) โดยใช้ระบบ Scrubber ในการล้างก๊าซกรด และระบบลด NOx เช่น SNCR หรือ SCR เพื่อให้ค่าการปล่อยมลพิษอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเฉพาะมาตรฐานยุโรปที่มีความเข้มงวดสูงมาก ทำให้โรงไฟฟ้าขยะสมัยใหม่สามารถดำเนินงานได้โดยกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด

 

เปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าขยะต่างประเทศ

ในระดับสากล ประเทศอย่างญี่ปุ่นถือเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเตาเผาแบบ Stoker โดยมีการพัฒนาโรงไฟฟ้าขยะให้มีประสิทธิภาพสูงและควบคุมมลพิษได้ดีจนสามารถตั้งอยู่ใกล้ชุมชนได้ โรงไฟฟ้าในเมืองใหญ่อย่างโตเกียวมักถูกออกแบบให้กลมกลืนกับเมือง และแทบไม่มีกลิ่นหรือควันให้เห็นชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการควบคุมที่เข้มงวดมาก

 

ในยุโรป ประเทศอย่างสวีเดนและเยอรมนีใช้โรงไฟฟ้าขยะเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานระดับชาติ สวีเดนสามารถนำขยะมาใช้ผลิตทั้งไฟฟ้าและความร้อนสำหรับระบบทำความร้อนในเมือง (district heating) จนบางช่วงต้องนำเข้าขยะจากประเทศอื่น ขณะที่เยอรมนีมีกฎหมายห้ามฝังกลบขยะที่ยังไม่ผ่านการบำบัด ทำให้โรงไฟฟ้าขยะกลายเป็นทางเลือกหลักในการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับกรุงเทพฯ มากที่สุด โดยใช้โรงไฟฟ้าขยะเป็นแกนหลักของระบบจัดการขยะทั้งประเทศ สามารถลดปริมาณขยะได้มากกว่า 80–90% ก่อนนำเถ้าที่เหลือไปฝังกลบในพื้นที่เฉพาะ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ประเทศไทยถือว่าอยู่ในช่วง “กำลังไล่ทัน” เทคโนโลยีระดับโลก โดยมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี แต่ยังต้องพัฒนาเรื่องการคัดแยกขยะและการสร้างความเชื่อมั่นของสังคมควบคู่กันไป

 

ส่อง "หนองแขม" คืบหน้า 91.99% โรงไฟฟ้าขยะ 1,000 ตัน เดือนหน้าทดสอบ!

 

ศักยภาพการผลิตไฟฟ้า

เมื่อขยะถูกเผา ความร้อนที่ได้จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าผ่านกระบวนการผลิตไอน้ำและกังหันไฟฟ้า โรงไฟฟ้าขยะขนาด 1,000 ตันต่อวันมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าในระดับหลายสิบเมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับการจ่ายไฟให้กับชุมชนจำนวนมากในเขตเมือง นอกจากช่วยลดปริมาณขยะแล้ว ยังช่วยเพิ่มแหล่งพลังงานทางเลือก ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับสิ่งที่เคยถูกมองว่าไร้ประโยชน์

 

 

ภาพและข้อมูล

https://thaipublica.org

https://iao.bangkok.go.th

https://re-fti.org

https://pr-bangkok.com

 

ข่าวล่าสุด

ม.เชียงใหม่ รุกสร้างความร่วมมือ "จีน" ด้านทุนมนุษย์และนวัตกรรม ตอบโจทย์นโยบาย BRI