ดราม่าเปลี่ยนชีวิต พรนพรัตน์ หาญสุจินต์

วันที่ 03 ม.ค. 2559 เวลา 12:10 น.
ดราม่าเปลี่ยนชีวิต พรนพรัตน์ หาญสุจินต์
โดย...กองทรัพย์ ภาพ พรนพรัตน์ หาญสุจินต์

“ชีวิตคนเราจะบัดซบได้สักแค่ไหนกันเชียว” วลีที่สาวร่างเล็กชื่อ กุ๊กไก่-พรนพรัตน์ หาญสุจินต์ ผู้ประกาศข่าวบันเทิงช่องไบรท์ทีวี เอ่ยกับเราในวันที่เมฆหมอกที่เคยหนาจนบังตาจางไปแล้ว ช่วงเวลาที่เลวร้ายของเธอไม่ได้โถมมาแค่วันหรือสองวัน แต่กินเวลายาวนานร่วมปี หรือไม่แน่อาจจะตลอดช่วงที่กุ๊กไก่เติบโตมาเสียด้วยซ้ำ สาวร่างเล็กวัย 31 ปีที่ผ่านเรื่องราวมาหลากหลายรูปแบบ พ่อเสียชีวิตกะทันหัน ตกงาน 4 จ๊อบรวด โดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง และอีกสารพัดที่โถมเข้ามา กุ๊กไก่บอกว่าเธอผ่านช่วงที่มืดมนมาได้ด้วยหัวใจนักสู้ล้วนๆ

พ่อไม่รัก ปมใจที่ผูกเอง

กุ๊กไก่เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง ย่านพระรามสาม ทันทีที่จำความได้ก็พบว่าในบ้านมีสมาชิก 5 คน คือ พ่อ พี่สาว ตัวเธอ แม่เลี้ยง และน้องสาวที่เกิดจากแม่เลี้ยงซึ่งห่างจากเธอ 13 ปี สิ่งที่รับรู้ตลอดมาก็คือพ่อเธอมีภรรยามาแล้ว 6-7 คน ไม่แน่ใจจำนวน มีลูกมาก่อน 10 คน พี่สาวเธอเป็นคนที่ 11 และตัวเธอเป็นคนที่ 12 เธอเติบโตมาโดยปราศจากความทรงจำเกี่ยวกับแม่บังเกิดเกล้า จนกระทั่งวันหนึ่งวันที่แม่กลับมา

 

“ตอน ป.3 อายุ 9 ขวบ เคยหนีออกจากบ้านพร้อมพี่สาว เพราะแม่แท้ๆ มาปรากฏตัว เขามาแล้วทำให้เราหนีไปอยู่กับเขา ตอนนั้นเราเด็กมาก พอแม่มาก็หนีตามแม่ไปสองอาทิตย์ เขาจับเรากับพี่สาวแยกกัน ให้พี่สาวไปอยู่บ้านญาติ กุ๊กไก่ไปอยู่กับแม่ ซึ่งแม่ก็มีสามีใหม่ ตอนนั้นจำได้ว่ากลัวมาก ไม่เข้าใจสิ่งที่แม่ทำว่าทำไมจะต้องให้เราอยู่กับสามีใหม่ของแม่ แล้วทำไมต้องจับเรากับพี่แยกกัน ฉากต่อมาก็คือสามีใหม่แม่พยายามจับเนื้อจับตัว ลวนลามเรา เรายิ่งกลัวใหญ่เลย สุดท้ายก็ได้หนีกลับมา รายละเอียดปลีกย่อยจำได้ไม่ชัด แต่ก็มีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่พักหนึ่ง แล้วจากนั้นแม่ก็หายไปไม่ติดต่อกลับมาอีกเลย”

การไปอยู่กับแม่แค่สองอาทิตย์ทำให้ความคิดหนึ่งฝังหัวกุ๊กไก่กลับมา นั่นคือ “พ่อไม่รัก พ่อรักแต่พี่สาว” นั่นทำให้กุ๊กไก่พยายามทำทุกอย่างให้ได้รับความสนใจจากพ่อ แต่เหมือนจะไร้ผล “กุ๊กไก่เป็นนักกีฬาลีลาศ รุ่นเยาวชนของกรุงเทพฯ ได้เหรียญรางวัลมากมาย พยายามเรียนให้เก่ง พยายามทำให้สปอตไลต์ฉายมาที่ตัวเองเพื่อให้พ่อยินดีกับเรา แต่ยิ่งเราเข้าใจว่าสิ่งที่พ่อเป็นตลอดมาคือพ่อไม่เคยรักเราเลย”

 

ปมที่สร้างในใจทำให้กุ๊กไก่ผลักดันตัวเองให้หารายได้ส่งเสียตัวเองเรียนในคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เก็บเล็กผสมน้อยได้ค่าเทอมหนึ่งเทอม ผ่านไปแต่ละปีด้วยความต้องการเอาชนะ ขณะที่เธอแข็งแกร่งด้วยตัวเอง ความสัมพันธ์กับพ่อกลับเลวร้ายลง “เรื่องที่ทะเลาะกับพ่อจะหนีไม่พ้นเรื่องในบ้าน เรื่องแม่เลี้ยง พอเราบอกว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จะส่งตัวเองเรียน และอยู่แบบไม่คุยกับพ่อเป็น 2 ปี เพราะโกรธพ่อว่าปล่อยให้เราต้องไปฝ่าฟันชีวิตของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดก็คิดเอง แต่หลังจากที่ไม่คุยกับพ่อเลย 2 ปี พอจะขึ้นปี 3 ก็สังเกตว่าพ่อแก่ลงไปมาก ตอนนั้นเริ่มเข้าวัดเพราะอกหัก ไม่ได้ลึกซึ้ง แต่ชอบบรรยากาศในวัด กลับจากเข้าวัดหนนั้นก็หันกลับมามองพ่อ เรารู้สึกว่าเขาแก่แล้วไม่มีสิทธิไปโกรธเขา ก็เข้าไปคุยกับเขา”

ลูกที่ล้มเหลว

ในท่าทีที่สนุกสนาน กุ๊กไก่ที่เล่าเรื่องราวของตัวเองได้ออกรสพอๆ กับนั่งเมาท์เพื่อนสมัยมัธยม ขณะที่มือไม้กางสลับกับทุบโต๊ะในแววตาของเธอยังมีน้ำตาที่คลอให้เห็น “พอเรียนจบก็ได้ทำงานที่คลื่นวิทยุ เซ็นเตอร์พ้อยท์ สยามสแควร์ ช่องทรูไลฟ์ ดาราเดลี่ ช่องแม็กซี่ทีวี สาระแนแชนแนล บางอ้อแชนแนล โอกาสดีมีมาเรื่อยๆ เรียกว่าเป็นช่วงพีกมากเรื่องงาน และคิดว่าชีวิตดีมากเลยล่ะ ชีวิตก็ดำเนินไปค่อนข้างปกติ แต่อยู่ดีๆ ก็อยากไปปฏิบัติธรรม อยากไปอยู่วัดป่านาน 7 วัน ไม่สนใจโลก ปิดมือถือ ปิดวาจา เพราะปกติเป็นคนพูดตลอดเวลา จากนั้นก็จัดการลางานเข้าวัดป่าที่ จ.สระบุรี

 

“เพียงแค่วันแรกก็รู้สึกทันทีเลยว่าชีวิตที่รู้สึกว่าช่างดีมากมายขณะนั้น แท้จริงแล้วเราโคตรทุกข์เลย เพราะอะไร? เพราะก่อนหน้านี้กุ๊กไก่ทะเลาะกับพ่อรุนแรงมาก และไม่คุยกับพ่ออยู่ 4 เดือน แม้จะทะเลาะกันด้วยเรื่องเดิมๆ คือเรื่องแม่เลี้ยง แต่กุ๊กไก่ก็ยังเป็นลูกที่จบลงที่ไม่คุยกับพ่อ วันแรกเจอหลวงตาเทศน์คำแรกน้ำตาก็ไหล ท่านบอกว่าคนเราต่อให้ทำบุญมากมายแค่ไหน แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจรั่วก็คือเติมความรักให้พ่อให้แม่ไม่เต็มก็ไม่มีประโยชน์ ท่านเทศน์เรื่องพ่อแม่ เรารู้สึกว่าเหมือนท่านกำลังจิ้มที่กลางกบาลเราราวจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของเธอนะ กุ๊กไก่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงนั้น และคิดว่ากลับจากวัดจะมาขอขมาพ่อ จำได้ว่าคำสุดท้ายที่พูดกับพ่อก่อนออกมาจากบ้านคือ ‘ป๋า หนูไม่มีสิทธิโกรธป๋าเพราะป๋าเป็นพ่อ แต่อยากให้รู้ไว้เลยว่าที่หนูออกจากบ้านวันนี้เพราะป๋า’ แล้วก็เดินออกมาจากบ้านไปอาศัยอยู่บ้านเพื่อนสนิท จนพ่อพูดกับพี่สาวว่าจะต้องรอให้เขาตายก่อนใช่ไหมถึงจะกลับมา”

เจ็ดวันที่วัดทำให้เธอคิดว่าอยากกลับมาขอขมาพ่อ อาจจะเป็นเพราะเหตุผลที่อาย ธุระที่ต้องสะสางยุ่งเหยิงไปหมด ผ่านไปหนึ่งวัน สองวัน สามวัน และเช้าวันที่สี่ วันที่เธอกำลังสอบใบขับขี่รถยนต์ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เธอคว่ำหน้าจอลงและมีสมาธิกับการขับเพราะกลัวว่าจะไม่ผ่าน “วันนั้นโทรศัพท์ดังทั้งวัน แม่เลี้ยงโทรมาสลับกับพี่สาว ยิ่งไม่อยากรับเพราะคิดว่าสองคนจะต้องทะเลาะกันและให้เราเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย แต่มันผิดพี่...เพราะวันนั้นเป็นวันที่พ่อเสียชีวิต กุ๊กไก่สอบใบขับขี่ที่หมอชิต พ่อถูกรถชนที่วิภาวดี ซึ่งเป็นทางผ่านเพื่อไปโรงพยาบาลรามาธิบดี เราไม่รับโทรศัพท์ หลังจากสอบใบขับขี่เสร็จก็ไปจัดรายการสดสาระแนแชนแนล วันนั้นจัดรายการสนุกมาก แต่โปรดิวเซอร์รายการเดินมาบอกข่าวว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว วินาทีนั้นมันช็อกเหมือนปลาที่ยังไม่ตายถูกโยนลงไปในหม้อน้ำเดือดๆ ตอนนั้นทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากร้องไห้เป็นคนบ้า นั่งรถตู้ไปรับศพพ่อที่โรงพยาบาลก็ปิด ต้องรับศพวันรุ่งขึ้น สรุปก็คือกุ๊กไก่ไม่มีโอกาสเห็นหน้าพ่อเลย ไปซื้อรองเท้าใหม่ ซื้อชุดให้พ่อใส่ตอนเขาอยู่ในโลง ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยซื้อให้เลย ตอนมีชีวิตอยู่พ่อใช้รองเท้าหนังคู่ละ 800 บาท ใช้จนมันพังแล้วพังอีก แล้วพ่อก็ซื้อใหม่ แต่พอเขาเสียเราซื้อคู่ละ 4,000 บาทให้ ยืนด่าตัวเองว่าซื้อให้เพื่อ” น้ำเสียงที่หนักแน่นตลอดมา เริ่มขาดห้วง เหมือนกุ๊กไก่กำลังกลืนความเจ็บปวดลงไปในลำคอ

 

“เช้าวันรุ่งขึ้นไปรับศพ ความรู้สึกที่วิ่งชนกุ๊กไก่ก็คือสี่ห้าเดือนที่โกรธพ่อนั้นเราทำอะไรอยู่ เพราะตอนนี้ชีวิตพ่อตอนเป็นตอนตายยังไม่ได้เห็น เห็นตอนสุดท้ายก็คือเป็นวันที่โกรธกัน และสุดท้ายก็มาเจอพ่อนอนอยู่โดยปราศจากลมหายใจ ไม่ได้พูดอะไรกับเขาเลย หรือต่อให้พูดในสิ่งที่รู้สึกเขาก็ไม่ได้ยิน ตอนนั้นคิดว่า ถ้าเราอยู่คนขับรถให้พ่อก็คือเรา ถ้าเราอยู่พ่อคงไม่เป็นแบบนี้ คิดวนเวียนอยู่แต่คำว่า ถ้าเรา ถ้าเรา คิดถึงความผิดตัวเอง ประกอบกับพี่สาวก็ด่า แม่เลี้ยงหอบญาติมารุมด่า เราเครียดมาก แต่งานศพพ่อ เราต้องปาดน้ำตาแล้วจัดการทุกอย่างเพื่อพ่อ เวลาร้องไห้มีเวลาเดียวคือตอนขับรถคนเดียวหลังพวงมาลัย”

มรสุมลูกใหญ่ในครึ่งชีวิต

หลังจากการเสียชีวิตของพ่อ ชีวิตของกุ๊กไก่ก็เริ่มขมุกขมัว เธอเริ่มศึกษาธรรมะมากขึ้น ดูตัวอย่างจากคนอื่นว่าเขาผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ ในชีวิตไปได้อย่างไร แต่ขณะเดียวกันชีวิตตอนนั้นก็เริ่มเปลี่ยน หมอกที่แค่รางๆ กลายเป็นเมฆมรสุมชุดใหญ่โถมมาใส่เธออีกครั้ง...เมื่อเธอตกงาน!!

 

การเข้ามาของทีวีดิจิทัลทำให้วงการพิธีกรสั่นสะเทือนพอสมควร การเปลี่ยนถ่ายทำให้หลายช่องทีวีเคเบิลที่กุ๊กไก่ทำงานอยู่หลายช่องต้องปิดตัวลง ทำให้เธอตกงานทีเดียว 4 จ๊อบ เพราะช่องโทรทัศน์ปิดตัวลง เธอตกงานอยู่ 6 เดือนเต็ม แต่เท่านั้นไม่พอ ระหว่างที่ตกงาน ยังโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลังสามปีอีกเกือบสองแสนบาท เพราะความไม่รู้และไม่เคยศึกษาข้อกฎหมายของการจ่ายภาษีจริงจัง กอปรกับไว้ใจให้คนอื่นจัดการให้ จึงโดนเรียกเก็บ

“อะไรมันจะขนาดนี้ใช่ไหมคะ ตอนนั้นกุ๊กไก่เก็บของออกจากบ้านพ่อมาแล้ว พี่สาวกุ๊กไก่กำลังจะแต่งงานและต้องย้ายไปอยู่บ้านสามี ดังนั้นเราทั้งสองคนจึงต้องออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่มีอะไรติดมือมาเลยนอกจากรูปถ่ายที่เคยถ่ายกับพ่อ กุ๊กไก่ตกงาน โดนภาษีย้อนหลังเกือบสองแสนบาท ต้องผ่อนรถ ไม่มีที่อยู่ แต่โชคดีอยู่อย่างหนึ่งที่เพื่อนสนิทไปต่างประเทศ เขาเลยให้ไปเฝ้าบ้านให้

 

“ช่วงที่ตกงานเราไม่กล้าใช้เงินเลย กุ๊กไก่กอดเงินไว้แน่นมาก นั่งเปิดสมุดบัญชีดูเลยว่าเราจะมีชีวิตอยู่ต่อได้นานแค่ไหนถ้าไม่มีรายได้เพิ่มมาระหว่างนี้ และตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด ระหว่างนั้นก็พยายามทำทุกอย่างที่จะหาเงินมาได้ เอาเสื้อผ้าไปขาย ลงทุนก็ขาดทุน สะเพร่าลืมบัตรเอทีเอ็มไว้ในตู้ รู้ตัวอีกทีก็มีคนเอาบัตรไปกดเงินออกไปเกือบ 5 หมื่นบาท แล้วจากนั้นรถก็มาชนกันอีก เป็นช่วงเวลาที่บัดซบของชีวิตกุ๊กไก่เลย ณ ตอนนั้น เวลาที่จะหมดไปแต่ละวันช่างว่างเปล่า คิดว่าเราศึกษาธรรมะนะ เรารักษาศีลนะ ทำไมการเป็นคนดีมันยากจังวะ เพ้อเจ้อ! มากตอนนั้น

“ท้ายที่สุดเรากลับมามองดูตัวเอง แล้วฮึดสู้ใหม่ ตัดสินใจแจ้งกับกรมสรรพากรไปตรงๆ ว่าขอผ่อนชำระภาษี เพราะเราไม่มีเงินก้อน และเขาก็ช่วยพอสมควร บทเรียนครั้งนั้นทำให้ทุกวันนี้กุ๊กไก่รู้เรื่องภาษีเยอะมาก เพราะเราได้ศึกษาใหม่ ทำเองทุกใบ คิดเองทุกบาท กรอกเอกสารหมดทุกอย่าง เราไม่เข้าใจก็ถามผู้รู้ แค่เรากลับมาศึกษาและให้เวลากับตัวเอง เราก็เข้าใจอะไรถ่องแท้ขึ้น”

 

ปมในใจคลายก็ยิ้มได้

หลังจากสูญเสียพ่อไปบวกกับตกงานอีกราว 6 เดือน ทั้งหมดกินเวลาเป็นปีๆ กว่าเธอจะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งที่ไบรท์ทีวี “เงินบาทสุดท้ายของกุ๊กไก่หมดก่อนหน้าที่เงินเดือนเดือนแรกของที่นี่จะออก ตอนนั้นน้ำเย็นแก้วเดียวก็มีค่าสำหรับเรา ตอนนี้ชีวิตมันค่อยๆ ดีขึ้น แต่รายรับมันไม่พอดีกับหนี้ที่จะต้องจ่าย แต่ถือว่ากลับมาเซตตัวได้นี่ดีมากแล้ว กุ๊กไก่ใช้วิธีของธรรมะบวกกับแนวคิดเรื่องการคิดบวกมาใช้ด้วยกัน เพราะเราไปรู้จักกับโค้ชจิมมี่ (The Life Coaching) ซึ่งรู้จักเขาก่อนที่คุณพ่อจะเสีย ตอนที่ไปถ่ายรายการกับพี่เขา โจทย์ที่เราได้รับคือ ไปบอกรักพ่อ แต่เราก็ยังไม่ได้ทำจนกระทั่งท่านเสีย จริงๆ แล้วปมของกุ๊กไก่จะคลี่คลายทันทีถ้าได้บอกรักพ่อ แต่เรายังไม่เคยบอกจนวันที่พ่อตายก็ยังไม่เคยคิดจะบอกว่ารักเขา”

วันที่ตั้งหลักได้มีงานทำ ใช้หนี้จนหมด และเริ่มเก็บเงินดาวน์คอนโดของตัวเอง ในคอนโดใหม่จู่ๆ ภาพของเด็กตาหยีกับชายสูงวัยหน้าคล้ายกันก็ผุดขึ้นมา “กุ๊กไก่เห็นภาพพ่อทำอาหาร ให้กินข้าว แต่งตัวไปโรงเรียนให้เรา มองเราจากข้างหลัง เขากอดเรา ไปเที่ยวด้วยกัน มีพี่มีน้องมีพ่อ และรอยกอดที่พ่อให้ในวันรับปริญญา ภาพเหล่านี้วนเวียนกลับมา เป็นภาพที่เราไม่เคยนึกถึงเลย เรามองข้ามภาพเหล่านี้ไปเพราะมัวแต่ไปคิดเรื่องที่ไม่ดี คิดแต่ว่าพ่อไม่รัก พ่อรักพี่มากกว่า เรามาเห็นภาพดีๆ ตอนที่มันสายไปแล้ว” กุ๊กไก่เสียงเครือ เธอพยายามกลั้นน้ำตาที่รื้นออกมา “วันนั้นดีใจมาก ร้องไห้ไม่หยุดเลย เหมือนปมในใจมันคลี่คลาย เรารู้แล้วว่าพ่อรักเรามาตลอด เรากล้าที่จะพูดว่ารักพ่อโดยไม่มีเงื่อนไขอะไรแล้ว” กุ๊กไก่ในวัย 31 บอกอย่างเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว

ทุกวันนี้กุ๊กไก่ขอบคุณตัวเองที่ต่อสู้เรื่องราวต่างๆ มาได้ สิ่งที่ไม่เคยลืมเลยสำหรับกุ๊กไก่ก็คือทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตที่ทำให้เป็นเราที่เข้มแข็งในวันนี้ ชีวิตที่เหลืออยู่จะทำให้มันมีความสุข ถ้าถามว่าอยากย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไหม ก็ไม่เพราะมันมาขนาดนี้แล้ว เราทำมาเท่าที่ชีวิตคนคนหนึ่งจะทำได้ เมื่อเมฆครึ้มหายไป น้ำตาเหือดแห้ง สายตาของเราก็มองโลกได้สบายขึ้น