
สงครามอิหร่านส่อจบชั่วคราว แต่ปมขัดแย้งยังไม่สิ้นสุด
สหรัฐฯ-อิสราเอลและอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เปิดช่องฟื้นเศรษฐกิจและการค้าพลังงานโลก แต่ประเด็นนิวเคลียร์และการโจมตีและตอบโต้กันยังเกิดต่อเนื่อง
สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามในการสกัดและลดทอนอำนาจของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน กำลังส่งสัญญาณเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังมีรายงานว่าทุกฝ่ายกำลังขยับเข้าใกล้ข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติการสู้รบ แม้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่สันติภาพถาวร หากแต่เป็นเพียงการหยุดพักความขัดแย้งที่ยังคงมีรากปัญหาฝังลึกอยู่
แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับการเจรจาเปิดเผยว่า กรอบข้อตกลงที่กำลังหารือกันจะทำให้อิหร่านได้รับการผ่อนคลายแรงกดดันทางเศรษฐกิจบางส่วน ขณะที่สหรัฐฯ จะสามารถประกาศความคืบหน้าในประเด็นโครงการนิวเคลียร์อิหร่านได้ อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงรักษาโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและความมั่นคงหลักเอาไว้ แม้จะได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งด้านเศรษฐกิจและศักยภาพอุตสาหกรรมทางทหาร
นักการทูตและนักวิเคราะห์ในภูมิภาคมองตรงกันว่า หากมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจเพื่อยุติสงครามในเร็ว ๆ นี้ ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นเพียงการพักรบชั่วคราวมากกว่าความก้าวหน้าครั้งประวัติศาสตร์ เนื่องจากประเด็นหลักที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งยังไม่ได้รับการแก้ไข
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของข้อตกลงคือการเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก การกลับมาเปิดเส้นทางดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันต่อตลาดพลังงานและตลาดการเงินโลกที่เผชิญความผันผวนจากสงครามในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา
ภายใต้กรอบการเจรจา อิหร่านอาจยอมยกเลิกการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย แลกกับการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดในต่างประเทศ หรือการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน ซึ่งมีรายงานว่าอิหร่านต้องการให้มีการปล่อยทรัพย์สินมูลค่าราว 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลง
ในมุมของรัฐบาลอิหร่าน ข้อตกลงลักษณะนี้ถือเป็นการซื้อเวลาเพื่อบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศ ลดแรงกดดันทางสังคม และสร้างสภาพคล่องทางการเงิน โดยไม่จำเป็นต้องยอมถอยในประเด็นละเอียดอ่อน เช่น โครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือศักยภาพด้านขีปนาวุธ
ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน และต้องการผลลัพธ์ที่สามารถนำเสนอว่าเป็นความสำเร็จด้านการควบคุมโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงที่สามารถนำไปใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าช่องว่างระหว่างสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการกับสิ่งที่อิหร่านพร้อมจะยอมรับยังคงมีอยู่มาก อิหร่านปฏิเสธที่จะยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม ขณะที่วอชิงตันยังไม่พร้อมมอบหลักประกันด้านความมั่นคง ส่วนอิสราเอลยังคงมองอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐ
แม้จะมีข้อตกลงเกิดขึ้น แต่ประเด็นสำคัญอย่างโครงการขีปนาวุธของอิหร่าน เครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค รวมถึงอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
นักวิเคราะห์ระบุว่า ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการหยุดยิงระยะสั้น พร้อมถ้อยคำในข้อตกลงที่เปิดช่องให้แต่ละฝ่ายตีความชัยชนะในแบบของตนเอง ก่อนจะเลื่อนปัญหาที่ยากที่สุดออกไปสู่การเจรจาในระยะถัดไป ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นจริง
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลคือบทบาทของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ที่อาจมีอำนาจเพิ่มขึ้นหลังสงคราม นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าความขัดแย้งครั้งนี้ยิ่งทำให้กลุ่มสายแข็งมีอิทธิพลเหนือโครงสร้างอำนาจของประเทศมากกว่าเดิม
ด้านอิสราเอลยังคงแสดงความระมัดระวังต่อข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากเชื่อว่าการพักรบไม่ได้หมายถึงการยุติภัยคุกคามจากอิหร่านในระยะยาว ขณะที่ผู้นำอิหร่านเองก็ยังคงนำเสนอความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์และยุทธศาสตร์ ซึ่งยากต่อการแก้ไขด้วยข้อตกลงทางการทูตเพียงฉบับเดียว
ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจึงประเมินว่า แม้สงครามรอบนี้อาจกำลังเข้าสู่ช่วงพักเบรก แต่ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ยังคงดำรงอยู่ และมีแนวโน้มจะกลับมาปะทุขึ้นอีกในอนาคต หากไม่มีการแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่เป็นต้นตอของความไม่ไว้วางใจระหว่างทุกฝ่าย
สำหรับตะวันออกกลาง ข้อตกลงชั่วคราวอาจช่วยลดความเสี่ยงเฉพาะหน้าและคลายความกังวลของตลาดโลกได้ในระยะสั้น แต่ยังห่างไกลจากการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง







