
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงแรง กังวลสงครามอิหร่าน ราคาน้ำมันพุ่งกดดันเงินเฟ้อ
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบทั้งกระดาน หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางปะทุอีกระลอก ดันราคาน้ำมันพุ่ง นักลงทุนหวั่นเงินเฟ้อกลับมากดดันดอกเบี้ยสูง
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายในแดนลบในวันพุธ (4 มิ.ย.) หลังนักลงทุนเทขายทำกำไรจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความวิตกต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและจุดกระแสกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก
ดัชนีหลักทั้ง 3 ของตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงพร้อมกัน โดยหุ้นกลุ่มการเงินและเทคโนโลยีเป็นตัวฉุดสำคัญ ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดเล็ก Russell 2000 ปรับตัวลงมากกว่ากลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ สะท้อนภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงของนักลงทุน
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,687.07 จุด ลดลง 620.72 จุด หรือ 1.21% ส่วนดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,553.72 จุด ลดลง 56.06 จุด หรือ 0.74% และดัชนี Nasdaq Composite ปิดที่ 26,853.98 จุด ลดลง 239.92 จุด หรือ 0.89%
แม้ว่าหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4% สะท้อนว่ากระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงแข็งแกร่ง แต่หุ้นยักษ์ใหญ่ในกลุ่ม “Magnificent Seven” ซึ่งเป็นหัวหอกด้าน AI จำนวน 6 บริษัทกลับปิดลบ โดยมีเพียง Meta Platforms ที่สามารถปรับตัวขึ้นได้ 4.2%
ขณะเดียวกัน ดัชนี S&P Software & Services ซึ่งได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากความกังวลว่า AI จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิม ร่วงลงถึง 4% ในวันเดียว
ปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีทางอากาศตอบโต้กันอีกระลอก นับเป็นบททดสอบครั้งใหม่ของข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบาง และทำให้ความหวังในการลดความตึงเครียดของภูมิภาคลดลง
ความไม่แน่นอนดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อตลาดพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่สอง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก ขณะที่การเจรจาระหว่างกรุงเตหะรานและกรุงวอชิงตันยังไม่แสดงสัญญาณความคืบหน้าที่ชัดเจน
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 97.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.81 ดอลลาร์ หรือ 1.89% ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ ปิดที่ 96.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.26 ดอลลาร์ หรือ 2.41%
นักวิเคราะห์มองว่าการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอาจส่งผ่านไปยังต้นทุนสินค้าและบริการในวงกว้าง ซึ่งเสี่ยงกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อให้กลับมาเร่งตัวอีกครั้ง และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่ตลาดคาดหวัง
ด้านตลาดทองคำ ซึ่งปกติถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย กลับเผชิญแรงขายเช่นกัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงครามจะทำให้อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการถือครองทองคำเพิ่มขึ้น
ราคาทองสปอตลดลง 1% ปิดที่ 4,440.99 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐปิดลดลง 1.2% อยู่ที่ 4,466.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์







