อเมซอนลุยอี-คอมเมิร์ซไทย
อี-คอมเมิร์ซระอุ อเมซอนบุกไทยปีหน้า เร่งค้าปลีกออนไลน์ขยายตัว เผยธุรกิจเน้นรุกหลากหลายช่องทางก้าวสู่บีทูเอ
อี-คอมเมิร์ซระอุ อเมซอนบุกไทยปีหน้า เร่งค้าปลีกออนไลน์ขยายตัว เผยธุรกิจเน้นรุกหลากหลายช่องทางก้าวสู่บีทูเอ
นายพอล ศรีวรกุล ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอคอมเมิร์ซ ประเทศไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในไทยจะมีความคึกคักมากขึ้น เพราะจะมีผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาทำตลาด โดยเฉพาะอเมซอนที่จะเข้ามาทำตลาดในปีหน้าอย่างแน่นอน ซึ่งมองว่าภาครัฐควรให้การสนับสนุนด้านตลาดอี-คอมเมิร์ซ เช่น ลดภาษีนำเข้า เพื่อผลักดันตลาดขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว
"ตลาดค้าปลีกรวมไทยปี 2559 มีมูลค่า 1.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอี-คอมเมิร์ซมีสัดส่วนอยู่ราว 2.5% หรือราว 2,900 ล้านดอลลาร์ และในปี 2568 ตลาดค้าปลีกจะเพิ่มเป็น 2 แสนล้านดอลลาร์ และอี-คอมเมิร์ซจะมีสัดส่วนเป็น 5.5% หรือมีมูลค่ากว่า 1.11 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งอัตราการช็อปปิ้งของคนไทยอยู่ที่ 1.2 หมื่นบาท/ปี ถือว่ายังมีอัตราการเติบโตอีกมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์" นายพอล กล่าว
นายพอล กล่าวอีกว่า จากนี้การแข่งขันจะรุนแรงยิ่งขึ้น จากการที่ช็อปปิ้งทางออนไลน์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโต 32% ต่อปี ซึ่งเป็นข้อมูลจากกูเกิลและเทมาเสก ส่วนแนวโน้ม 10 ปีข้างหน้า อเมซอน อาลีบาบา เจดีดอทคอม เข้ามาขยายตลาดค้าปลีกในภูมิภาคนี้ และปีนี้มีแบรนด์ดังอย่าง มาร์ส เนสท์เล่ และยูนิลีเวอร์ก็ได้จัดตั้งการบริการทางอีคอมเมิร์ซที่แข็งแกร่งในภูมิภาคนี้
ขณะที่เทรนด์การดำเนินธุรกิจอาเซียนหลายแบรนด์กำลังก้าวสู่การทำธุรกิจแบบหลากหลายช่องทาง เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ เช่น การค้าระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) การค้ากับรัฐบาล (B2G) อีกทั้งยังให้ความสำคัญของข้อมูลเพื่อที่จะอยู่รอดในอุตสาหกรรมการค้าปลีก
นอกจากนี้ ยังเตรียมความพร้อมก้าวสู่โมเดลธุรกิจบีทูเอ (Businessto-All : B2A) หรือการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น ด้วยการให้บริการที่ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทาน จากปัจจุบันโมเดลธุรกิจอี-คอมเมิร์ซแบบบีทูซี หรือธุรกิจไปสู่ผู้บริโภคโตเร็วในอาเซียน สำหรับไทยการค้าระหว่างผู้บริโภคกับผู้บริโภคเติบโตและใหญ่ที่สุด ตามด้วยบีทูซี และบีทูบี ส่วนที่จีนธุรกิจแบบบีทูบีถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด
สำหรับบริษัทได้ระดมทุนระดับ ซีรี่ส์บีกว่า 2,140 ล้านบาท เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มของบริษัท นอกจากนี้ยังขยายพันธมิตรระบบนิเวศค้าปลีกในสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ และขยายธุรกิจใหม่ไปมาเลเซียและเวียดนามซึ่งจะเริ่มกลางปีหน้า
การระดมทุนครั้งนี้ผลักดันให้บริษัทมีรายได้ 3-5 ปี เติบโตไมต่ำกว่า 3-5 เท่า ขณะที่รายได้ปีนี้เติบโต 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยไทยสร้างรายได้หลักในสัดส่วน 50% ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้ากว่า 196 รายในไทย โตขึ้น 75%


