posttoday
ทั่วโลกยินดีไทย จับตานโยบาย จะรุ่งหรือร่วง

ทั่วโลกยินดีไทย จับตานโยบาย จะรุ่งหรือร่วง

10 กรกฎาคม 2554

ความเคลื่อนไหวของต่างประเทศในรอบสัปดาห์นี้ มีส่วนเกี่ยวพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง

ความเคลื่อนไหวของต่างประเทศในรอบสัปดาห์นี้ มีส่วนเกี่ยวพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง

และไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาหลังจากที่การเลือกตั้งทั่วไปของไทยได้เสร็จสิ้นเรียบร้อย ท่ามกลางความสมใจ ผิดหวัง และโล่งใจของหลายฝ่าย

แน่นอนว่า ฝ่ายที่โล่งใจมากที่สุด นอกจากคนไทยด้วยกันเองแล้ว ก็คือบรรดาชาวต่างชาติซึ่งต้องการลงทุน หรือมาลงทุนเรียบร้อยแล้ว

และเพื่อต้อนรับนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย บรรดามหามิตรทั้งจากยุโรป อเมริกา เอเชีย หรือแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้าน ต่างก็ออกมาส่งสารแสดงความยินดีทั่วหน้า ไล่เรียงตั้งแต่ ฮอร์นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ที่ยินดีกับชัยชนะของพรรคเพื่อไทย พร้อมหวังที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลใหม่ของไทยในการแก้ไขปัญหากรณีพิพาทบริเวณชายแดน

ด้านประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงของไทยอีกแห่งหนึ่งอย่างพม่า อองซานซูจี สัญลักษณ์นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าได้ออกมาแสดงความยินดีที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แสดงพลังสตรีด้วยการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ โดยหวังว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะสานสัมพันธ์กับสหภาพพม่าอย่างแน่นแฟ้นต่อไป

 

ทั่วโลกยินดีไทย จับตานโยบาย จะรุ่งหรือร่วง

ฟากตะวันตก แคเทอรีน แอชตัน หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีต่อการเลือกตั้งไทยที่ดำเนินไปอย่างเรียบร้อย โดยหวังว่าผลการเลือกตั้งในไทยครั้งนี้จะเป็นพื้นฐานที่มั่นคงสำหรับกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งหมด และก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาทางสังคมและการเมืองที่ประเทศไทยเผชิญอยู่

เช่นเดียวกันกับกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่ออกมาร่วมแสดงความยินดีเช่นกัน โดย วิกตอเรีย นูแลนด์ โฆษกของกระทรวงได้ออกมาระบุเพิ่มเติมว่า สหรัฐรอคอยที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดต่อไปของไทย เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งแห่งการเป็นพันธมิตรระหว่างกัน ซึ่งล้วนแต่อยู่บนพื้นที่ของค่านิยมและการเคารพซึ่งกันและกัน

ขณะที่ เควิน รัดด์ รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลีย ได้ออกมาแสดงความยินดีกับยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย พร้อมชื่นชมน้ำใจของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย ที่ผลักดันให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยไม่วายแสดงความวิตกกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองของไทยที่ดูจะสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ อันมีเหตุปัจจัยซับซ้อน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือชะตากรรมของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในสายตาของชาวต่างชาติส่วนใหญ่ล้วนมองว่า อนาคตของประเทศไทยจะหลุดพ้นจากความวุ่นวายทางการเมืองที่รุมเร้ามาหลายปีได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการดำเนินนโยบายของพรรคเพื่อไทย ซึ่งรวมถึงความเป็นไปได้ในการนิรโทษกรรมให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

นอกจากนี้ สิ่งที่ชาวต่างชาติดูจะวิตกกังวลมากที่สุดอีกประการหนึ่งก็คือ นโยบายประชานิยมของพรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกใจชาวบ้าน แต่เขย่าขวัญนักลงทุน เนื่องจากเกรงว่าแนวทางนโยบายในการบริหารของพรรคเพื่อไทยมีแนวโน้มจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เศรษฐกิจภาพรวมชะลอตัว เพราะเมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น บรรดาธนาคารต่างๆ ภายในประเทศจำต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอหรือยับยั้งปัญหาเงินเฟ้อ จนส่งผลให้บรรดาธุรกิจต่างๆ จำต้องยับยั้งการลงทุนออกไป

ด้านนโยบายที่ชาวต่างชาติจับตามองมากที่สุด หนีไม่พ้นการรับประกันราคาข้าว โดยในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก หากราคาข้าวภายในประเทศเพิ่มขึ้น ราคาข้าวในตลาดโลกย่อมต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นตาม จนอาจกลายเป็นวิกฤตราคาอาหารแพงซ้ำรอยช่วงปี 2550-2551

ทั้งนี้ แม้ว่านักเศรษฐศาสตร์บางรายจะเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลชุดใหม่ของไทยจะกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายเพื่อทำให้เศรษฐกิจเติบโต แต่แนวทางดังกล่าวก็มีผลเสียที่ส่งผลให้เงินเฟ้อสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

ไม่เพียงแต่เท่านี้ การทุ่มใช้เงินมหาศาลของภาครัฐจะส่งผลกระทบให้ฐานะการคลังของประเทศไทยอ่อนด้อยลง โดยสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดได้กล่าวเตือนในรายงานของธนาคาร ระบุว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยมีมูลค่าสูงราว 1.85 แสนล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนสมดุลงบประมาณของรัฐในปี 2561 หลังจากที่ต้องใช้จ่ายอย่างหนักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกลับมองว่า สถานการณ์ของไทยอาจไม่เลวร้ายตามที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากการเมืองที่มั่นคงจะเรียกเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนให้กลับมา ขณะที่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ไทยต้องใช้นโยบายแข็งกร้าวให้เกิดการใช้จ่ายในเบื้องต้น

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท

ปภ. – ออมสิน โอนเงินเยียวยาน้ำท่วม รวมกว่า 5,225 ล้านบาท