
กำไรธุรกิจจ่อวูบหนักสุดรอบ2ปี
สหรัฐถึงยุโรปรับพิษน้ำมันแพงขณะที่ผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่ายเต็มที่
สหรัฐถึงยุโรปรับพิษน้ำมันแพงขณะที่ผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่ายเต็มที่
ธุรกิจโลกตะวันตกหงอย สหรัฐรายได้วูบ ระบาดไปถึงยุโรป
สัปดาห์หน้าภาคธุรกิจของสหรัฐจะเริ่มทยอยประกาศผลประกอบการช่วงไตรมาส 2 ซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศคาดการณ์ว่า บริษัทต่างๆ ตั้งแต่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจของเศรษฐกิจสหรัฐ ไปจนถึงธุรกิจกลุ่มอุปโภคบริโภค จะมีอัตราการขยายตัวของรายได้ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปี
ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้ภาคธุรกิจมีรายได้ลดลง เนื่องจากต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาน้ำมันแพงและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ถีบตัวสูงขึ้น รวมถึงภาวะชะลอตัวในภาคการบริโภค เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลง กระทบจากการใช้จ่ายตลอดทั้งปีนี้
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 500 ปรับเพิ่มขึ้น 13% ช่วงไตรมาส 2 ซึ่งนับเป็นการขยายตัวที่ไม่สูงเท่ากับหลายไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่สูงถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนของบริษัทค้าปลีกอย่างวอลมาร์ต บริษัทขนส่ง บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และสายการบินเพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นผลดีต่อบริษัทน้ำมัน โดยเฉพาะเอ็กซ์ซอน โมบิล และเชฟรอน ที่มีผลกำไรสูงสุดในรอบ 3 ปี
นอกจากนี้ สัญญาณของภาวะชะลอตัวในภาคธุรกิจยังปรากฏภายนอกสหรัฐ หลังจากที่ผลประกอบการของบริษัทที่จดทะเบียนในดัชนี STOXX Europe 600 Index ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 21% ในปีนี้ จากเมื่อปีที่แล้วที่ปรับขึ้นมา 63% เนื่องจากภาคการก่อสร้างหดตัวและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ลดลง ส่งผลกระทบต่อยอดขายของภาคธุรกิจ นอกจากนี้รัฐบาลของหลายประเทศยังหั่นงบประมาณการใช้จ่ายลงอย่างหนัก
อย่างไรก็ตาม ดัชนีชี้วัดการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐเริ่มมีวี่แววที่สดใสขึ้น เนื่องจากตัวเลขการจ้างงานที่คึกคัก หลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานช่วงเดือน มิ.ย. ที่เพิ่มขึ้นถึง 8 หมื่นตำแหน่ง ส่วนอัตราว่างงานอยู่ในระดับคงที่ 9.1% ซึ่งตัวเลขการจ้างงานล่าสุดสูงกว่าช่วงเดือน พ.ค. ที่ 5.4 หมื่นตำแหน่ง
ทั้งนี้ จากตัวเลขการจ้างงานประเมินโดยบริษัท ADP พบว่าระบบเศรษฐกิจสหรัฐมีการจ้างงานถึง 1.57 แสนคน ไม่รวมการจ้างงานในภาคเกษตรมากกว่าจากตัวเลขเดือน พ.ค. ที่ 3.6 หมื่นคน ถึงหลายเท่าตัว
ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกตอบรับในด้านบวก เนื่องจากสหรัฐมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้อย่างเป็นระบบ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพิ่งสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.นี้ และยังไม่มีวี่แววที่จะสานต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม







