
ญี่ปุ่นครบเครื่อง ตอนที่ 21
หลังจากหลับกันเต็มอิ่มที่ Haruka Silence Resort แล้ว รุ่งขึ้นคณะของเรามีโปรแกรมไปดูของสวยๆ งามๆ กันครับ
หลังจากหลับกันเต็มอิ่มที่ Haruka Silence Resort แล้ว รุ่งขึ้นคณะของเรามีโปรแกรมไปดูของสวยๆ งามๆ กันครับ
ถ้าพูดถึงญี่ปุ่นคุณผู้หญิงจะนึกถึงอะไรกันบ้างครับ สมัยนี้คงมีคำตอบมากมาย แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนคุณผู้หญิงกลุ่มใหญ่ต้องนึกถึงไข่มุกแน่นอน เพราะญี่ปุ่นนั้นมีชื่อเสียงเรื่องไข่มุกมานาน และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ผลิตไข่มุกคุณภาพดีจนได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ไข่มุกญี่ปุ่นที่คุ้นเคยกับคนไทยมีเพียงแค่ไม่กี่แบรนด์ หนึ่งในแบรนด์ที่คนไทยคุ้นหูที่สุดต้องมีมิกิโมโตะด้วยอย่างแน่นอน และวันนี้ที่คณะของเราจะไปเยือน เรียกว่าเป็นอาณาจักรเลยก็ว่าได้ เพราะเราจะไปกันที่ เกาะไข่มุกของมิกิโมโตะ (Mikimoto Pearl Island)
ชายผู้เป็นตำนานของไข่มุกเลื่องชื่อนี้ก็คือ คุณโคคิชิ มิกิโมโตะ (Mikimoto Kokichi) ซึ่งเป็นลูกชายคนโตของทางบ้านที่ประกอบกิจการร้านอุด้ง ในเมืองโทบะ บนแหลมชิมะ หรือจังหวัดมิเอะในปัจจุบัน คุณโคคิชิ ก็คงเหมือนกับเด็กญี่ปุ่นทั่วไปในสมัยนั้นที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันเพื่อมาช่วยกิจการทางบ้านที่กำลังย่ำแย่ คุณพ่อของคุณโคคิชิพยายามดิ้นรนด้วยการขยายไลน์สินค้า นำถ่านและผักมาจำหน่ายเพิ่มเติม แต่ญี่ปุ่นในยุคปลายสมัยเอโดะ ยุคสุดท้ายของเหล่าซามูไรและยุคที่ญี่ปุ่นถูกบีบบังคับให้เปิดประเทศเพื่อค้าขายกับฝรั่ง ทำให้กิจการทางบ้านของคุณโคคิชิไม่สามารถทานกระแสญี่ปุ่นภิวัฒน์ได้ คุณโคคิชิที่ต้องมารับผิดชอบกิจการของครอบครัวต่อจากคุณพ่อ จึงต้องหาหนทางทำธุรกิจที่ไปได้กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และด้วยความสนใจในเรื่องของการงมหอยมุก ซึ่งเห็นมาตั้งแต่วัยเด็ก คุณโคคิชิก็ได้ความคิดอยากทำฟาร์มหอยมุก จึงได้ก่อตั้งกิจการฟาร์มหอยมุกขึ้นในปี 1888 แต่ในเวลานั้นเรื่องของไข่มุกเป็นเรื่องที่พึ่งพึงแต่ธรรมชาติ ไม่สามารถกำหนดขนาดของธุรกิจได้ ทำให้คุณโคคิชิล้มลุกคลุกคลานจนเกือบจะถอดใจไปหลายหน แต่ด้วยความมุ่งมั่น (อันเป็นคุณสมบัติที่มีในดีเอ็นเอของคนญี่ปุ่นแทบจะทุกคน) ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จในการผลิตไข่มุกเลี้ยงเป็นเจ้าแรกของโลกในปี 1893 แต่ไข่มุกเลี้ยงในระยะแรกยังเป็นไข่มุกเสี้ยว จนกระทั่งอีก 12 ปีถัดมา ไข่มุกเลี้ยงที่เกลี้ยงกลมลูกแรกของโลกถึงสำเร็จ และในปี 1905 นั้นเอง คุณโคคิชิได้มีโอกาสเข้าเฝ้าสมเด็จพระจักรพรรดิเมจิ ที่เสด็จไปประกอบพิธีกรรมที่ศาลเจ้าอิเสะ และในวันนั้นคุณโคคิชิจึงได้เปิดเผยความใฝ่ฝันอันสูงสุดของเขาให้สาธารณชนรับทราบก็คือ “วันหนึ่งผมจะทำให้ผู้หญิงทั่วโลกหันมาสวมใส่สร้อยไข่มุกกัน” (If I have my wish, one day women all over the world will be wearing pearls) และหลังจากนั้นอาณาจักรไข่มุกของมิกิโมโตะก็เริ่มต้นขึ้น โดยการเปิดร้านขายไข่มุกบนถนนกินซ่า ถนนที่แพงที่สุดตลอดกาลของญี่ปุ่นในปี 1906 และยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ และเมื่อวันที่โอกาสมาถึง มิกิโมโตะก็ได้ฤกษ์ติดปีกบินออกไปยังต่างประทศ โดยประเทศแรกที่มิกิโมโตะบุกไปก็คืออังกฤษในปี 1913 จากนั้นก็ขยับขยายออกไปที่จีน สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอินเดีย
และในที่สุดจุดเปลี่ยนของมิกิโมโตะก็มาถึง ในปี 1927 คุณโคคิชิได้มีโอกาสพบปะกับคุณโทมัส อัลวา เอดิสัน บิดาแห่งหลอดไฟฟ้าและผู้ก่อตั้งบริษัท เจนเนอรัล อิเล็คทริค ของสหรัฐอเมริกา และได้นำไข่มุกของมิกิโมโตะโชว์ให้คุณโทมัสดู คุณโทมัสถึงกับกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่ไข่มุกเลี้ยง นี่มันคือไข่มุกจริงๆ เลย และมีเพียงแค่ 2 สิ่งเท่านั้นที่ห้องทดลองของเขาไม่สามารถประดิษฐ์ได้คือ เพชรและไข่มุก” และการพบปะกันของสุดยอดนักประดิษฐ์ทั้งสองในครั้งนี้ ก็ได้รับความสนใจและถูกตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ หนึ่งในหนังสือพิมพ์ที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ไข่มุกของมิกิโมโตะดังชั่วข้ามคืน และกลายเป็นชื่อเรียกของไข่มุกไปในทันที (คล้ายกับที่เราเรียกผงซักฟอกว่า แฟ้บ หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปว่า มาม่า นั่นแหละครับ) และในปี 1930 คุณโคคิชิก็ได้รับเกียรติอันสูงสุดจากราชสำนัก ยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 นักประดิษฐ์ชั้นนำของญี่ปุ่น และได้ร่วมเสวยพระกระยาหารถึงในพระราชวังอิมพีเรียลที่สามัญชนแทบจะไม่มีโอกาสได้เข้าไปเลย
แต่ก็ใช่ว่าเส้นทางของมิกิโมโตะจะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบตลอดเวลา อุปสรรคใหญ่ที่ตามมาก็คือเกิดภาวะไข่มุกล้นตลาด เพราะเมื่อไข่มุกเลี้ยงเริ่มเป็นที่นิยม ไข่มุกด้อยคุณภาพก็ออกมาตีตลาดจนเกิดภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ในปี 1932 คุณโคคิชิจึงแก้เกมด้วยการประกาศว่าไข่มุกของมิกิโมโตะที่นำออกจำหน่ายให้กับลูกค้า เป็นไข่มุกที่มีคุณภาพทุกเม็ด พร้อมทั้งเผาทำลายไข่มุกด้อยคุณภาพให้สาธารณะรับทราบ จนเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วญี่ปุ่น และส่งผลให้ไข่มุกของมิกิโมโตะมีความน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจมากยิ่งขึ้น
สัปดาห์หน้า จะพาท่านผู้อ่านขึ้นเกาะไข่มุกไปชมของสวยๆ งามๆ และไปชมการงมหอยมุกแบบออริจินัลกัน คอยติดตามอ่านนะครับ







