
กรีซโล่งยืดเวลาแก้ปัญหาหนี้วิกฤตเศรษฐกิจกระเทือนเอเชีย
ทำเอานักลงทุนทั่วโลกออกอาการหายใจกันไม่ทั่วท้องทีเดียวเมื่อข่าวเริ่มต้นในรอบสัปดาห์คือมติของรัฐมนตรีการคลังในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)
ทำเอานักลงทุนทั่วโลกออกอาการหายใจกันไม่ทั่วท้องทีเดียวเมื่อข่าวเริ่มต้นในรอบสัปดาห์คือมติของรัฐมนตรีการคลังในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)
ที่ตัดสินใจเลื่อนการตัดสินอนุมัติเงินช่วยเหลือกรีซจนกว่าจะสามารถผ่านร่างกฎหมายรัดเข็มขัดเพื่อรับรองเงินช่วยเหลือรอบใหม่จากอียู และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
มติดังกล่าวได้กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลให้กับกรีซที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตหนี้สาธารณะภายในประเทศ จนสุ่มเสี่ยงต่อการเลื่อนนัดชำระหนี้ หากไม่ได้รับเงินช่วยเหลืออีกก้อน
ด้าน ฌอง โคลด จุงเกอร์ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก และประธานการประชุม กล่าวย้ำว่า รัฐบาลกรีซจำต้องแสดงให้เห็นถึงแผนการรูปธรรมเพื่อทำให้กลุ่มอียูมั่นใจเสียก่อน โดยควรผลักดันกฎหมายเพื่อลดการขาดดุล และวางมาตรการรัดเข็มขัดให้ชัดเจน
โดยเงินช่วยเหลืองวดใหม่ที่กรีซจะได้รับนี้มีมูลค่าสูงถึง 1.2 หมื่นล้านยูโร (ราว 5.22 แสนล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินช่วยเหลือที่กรีซจะได้รับทั้งหมด 1.10 แสนล้านยูโร (ราว 4,781 ล้านบาท)
ขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ของกรีซ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี จอร์จ ปาปันดรู ก็โล่งใจได้เปลาะหนึ่ง เมื่อรัฐสภามีมติไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้ ซึ่งหมายความว่านายกรัฐมนตรีกรีซสามารถเดินหน้าผลักดันให้สภาผ่านความเห็นชอบกับร่างนโยบายแก้ปัญหาวิกฤตหนี้ได้เต็มที่เพื่อให้ทันกับกำหนดรับเงินช่วยเหลือในวันที่ 8 ก.ค.นี้
ด้าน ฟิทช์ เรทติ้งส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลกส่งสัญญาณเตือนเตรียมลดอันดับเครดิตกรีซอีกรอบ หลังมีมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ระลอกใหม่ซึ่งฟิทช์เห็นว่าไม่ช่วยให้กรีซรอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ได้
การออกมาเตือนของฟิทช์ในครั้งนี้ยังได้โยงไปถึงสหรัฐ โดยฟิทช์แง้มว่าสหรัฐอาจจะถูกหั่นเครดิตครั้งรุนแรงลงสู่ระดับ “จังก์” ถ้าหากยังแก้ปัญหางบประมาณไม่สำเร็จ อีกทั้งจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือด้านการชำระหนี้ให้อยู่ในสถานะติดลบ เนื่องจากพันธบัตรที่มีความน่าเชื่อถือสูงของสหรัฐอาจได้รับผลกระทบอย่างหนักหากรัฐบาลสหรัฐไม่สามารถตกลงปรับเพดานเงินกู้ให้เพิ่มสูงขึ้นภายในวันที่ 2 ส.ค.นี้
ทั้งนี้ สถานการณ์วิกฤตหนี้สาธารณะในกรีซ บวกกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐได้ส่งผลกระทบต่อตลาดในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งออก ซึ่งจากรายงานของไอเอ็มเอฟระบุว่า การส่งออกของเอเชียคิดเป็นสัดส่วน 35% ของการส่งออกทั้งโลกในปี 2552
สถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนี้ส่งผลให้ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชีย นำโดยอินเดีย เตรียมแผนผ่อนปรนด้านการค้าและการลงทุนให้กับประเทศในแถบเอเชียด้วยกัน เพื่อลดการพึ่งพาตลาดยุโรปและสหรัฐ ด้วยการหันมาพึ่งพาภูมิภาคเดียวกันแทน ขณะที่จีนเริ่มชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือการส่งออก ท่ามกลางความเสี่ยงต่อวิกฤตเงินเฟ้อ
ศึกพิพาททะเลจีนใต้
ขณะที่เมื่อมองย้อนกลับมาในภูมิภาคเอเชีย นอกจากปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังรวมถึงปัญหากรณีพิพาทดินแดนเหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้
ในส่วนปัญหาเงินเฟ้อนี้ ประเทศจีน ยักษ์ใหญ่เศรษฐกิจในเอเชีย คาดการณ์เงินเฟ้อประจำเดือน มิ.ย. จะพุ่งขึ้นถึง 6% สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 เหตุจากวิกฤตทางธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วม
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า ของจีนได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ แสดงความเชื่อมั่นว่า แรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรงอย่างหนักในจีนจะเริ่มอ่อนแรงลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนสามารถควบคุมระดับสินค้าและบริการได้ภายในปีนี้ พร้อมๆ กับการกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้คึกคักขึ้น
ด้านปัญหากรณีพิพาทในทะเลจีนใต้ก็ได้ทวีความตึงเครียดมากขึ้น จากท่าทีของสหรัฐที่ลุกขึ้นมาสนับสนุนให้ชาติอาเซียนต่อกรกับจีน
โดย จอห์น แมคเคน วุฒิสมาชิกสหรัฐ อดีตผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยล่าสุด ออกโรงกระตุ้นประเทศสมาชิกอาเซียนให้ร่วมกันลุกขึ้นต่อต้านอิทธิพลจีนในทะเลจีนใต้ หลังกรณีข้อพิพาทเหนือหมู่เกาะสแปรตลีย์ และพาราเซล ร้อนระอุมากขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
แมคเคน กล่าวว่า สหรัฐควรจะยื่นมือช่วยเหลือสมาชิกอาเซียนในการติดตั้งระบบเตือนภัย และระบบลาดตระเวนชายฝั่งในน่านทะเลจีนใต้ดังกล่าว และควรจะใช้ช่องทางการทูตเพื่อช่วยเหลืออาเซียนพร้อมกับก่อตั้งแนวร่วมที่สามัคคีกันมากขึ้น เช่น ความร่วมมือระหว่างมาเลเซีย และบรูไน
ทั้งนี้ ความตึงเครียดในทะเลจีนใต้กับบางประเทศสมาชิกอาเซียนเริ่มร้อนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จนทำให้เวียดนามต้องเปิดฉากการฝึกซ้อมรบจริงทางทะเล ขณะที่ฟิลิปปินส์ ก็ได้ประกาศแผนการส่งเรือรบเข้าสู่น่านน้ำข้อพิพาทด้วย โดยมี ฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่ประกาศให้การสนับสนุนยุทโธปกรณ์
ท่าทีของสหรัฐผ่าน ฮิลลารี ในครั้งนี้แสดงให้เห็นแน่ชัดว่าสหรัฐไม่สนใจกับคำขู่ของจีนที่เตือนสหรัฐไม่ให้เข้ามายุ่งกับกรณีพิพาทในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม ฮิลลารี ยังได้ยืนยันว่าสหรัฐไม่ได้ต้องการเข้ามาก้าวก่ายหรือเลือกข้างเข้าพวกกับใครเป็นพิเศษในกรณีพิพาทเหนืออาณาเขตทางทะเลบริเวณทะเลจีนใต้ แต่สหรัฐก็ไม่อาจทนเห็นการใช้กำลังข่มขู่คุกคามประเทศคู่กรณีเพื่อแย่งชิงสิทธิมา จนนำไปสู่ความไม่สงบและสั่นคลอนความมั่นคงในภูมิภาค
ขณะที่ คุยเทียนไค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวย้ำว่า จีนไม่ได้เป็นผู้ก่อสถานการณ์ความตึงเครียดใดๆ ในทะเลจีนใต้ พร้อมระบุว่า หากสหรัฐต้องการเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคก็ควรที่จะรู้จักยับยั้งตนเอง โดยหวังว่าปัญหาดังกล่าวจะไม่ลุกลามบานปลายกระทบถึงสหรัฐ







