posttoday
ศก.โลกหด พลังงาน-อาหารแพงฉุดเติบโต

ศก.โลกหด พลังงาน-อาหารแพงฉุดเติบโต

09 มิถุนายน 2554

เวิลด์แบงก์คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้ชะลอตัว เหตุราคาอาหารน้ำมันแพงทำพิษ

เวิลด์แบงก์คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้ชะลอตัว เหตุราคาอาหารน้ำมันแพงทำพิษ

ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) หรือธนาคารเพื่อการบูรณะและการพัฒนาระหว่างประเทศ ออกรายงานฉบับล่าสุดปรับลดการคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2554 โดยมีปัจจัยหลักจากราคาอาหารและน้ำมันที่พุ่งขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เศรษฐกิจชะลอตั

ศก.โลกหด พลังงาน-อาหารแพงฉุดเติบโต

โดยเศรษฐกิจโลกจะเติบโตอยู่ที่เพียง 3.2% ในปี 2554 ซึ่งลดต่ำลงมากว่า 10 จุดที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน ม.ค. ที่ 3.3% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันเมื่อปี 2553 ซึ่งอยู่ที่ 3.8%

อย่างไรก็ตาม ในรายงานการคาดการณ์เศรษฐกิจโลก (Global Economic Prospects) ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี เวิลด์แบงก์ยังคงคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกโดยรวมจะตีตื้นฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้งในปี 2555

จัสติน หลิน หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ของเวิลด์แบงก์ระบุว่า ราคาอาหารและน้ำมันจะยังคงเป็นกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ถึงแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกัน ปัจจัยด้านราคาอาหารและน้ำมันจะส่งผลต่อการฟื้นตัวของประเทศร่ำรวย โดยการเติบโตจะชะลอตัวจาก 2.7% ในปี 2553 ลงมาอยู่ที่ 2.2% ในปี 2554 ซึ่งช้ากว่าช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้าที่ประเมินไว้อยู่ที่ 2.4%

แอนดรูว์ เบิร์นส์ หัวหน้าทีมผู้เขียนรายงานฉบับนี้เปิดเผยว่า แม้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐ จะมีแนวโน้มรอดพ้นจากการเผชิญหน้ากับภาวะถดถอยซ้ำซ้อน แต่ก็ต้องตกอยู่ในช่วงหยุดชะงักของการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเศรษฐกิจของสหรัฐโตขึ้นเพียง 2.6% ในปีนี้ ก่อนค่อยๆ เพิ่มมาที่ 2.9% ในปีถัดไป

นอกจากนี้ ปัจจัยด้านภัยธรรมชาติอย่างกรณีแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิที่ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ซึ่งส่งผลกระทบให้อุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะรถยนต์ต้องหยุดชะงัก และความวุ่นวายในโลกอาหรับ ซึ่งส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ส่งผลให้เวิลด์แบงก์ปรับลดการคาดการณ์ในครั้งนี้

รายงานเวิลด์แบงก์ระบุว่า ประมาณ 30 เหรียญสหรัฐของราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นมาสูงสุดในช่วงเดือน ธ.ค.–ก.พ.นี้ ราว 15-20 เหรียญสหรัฐ เป็นผลพวงมาจากเหตุการณ์การประท้วงในลิเบีย

ด้านสถานการณ์ในยุโรปจะยังคงชะลอตัวต่อไป เนื่องจากความไม่แน่นอนต่อวิกฤตหนี้สาธารณะในบรรดาสมาชิกกลุ่มสหภาพยุโรป โดยเศรษฐกิจ 17 ชาติสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนจะขยายตัวในปีนี้ที่ 1.7% และจะเติบโตเล็กน้อยเพียง 1.8% ในปี 2555

ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่สามารถผ่านช่วงขาลงมาได้ ก็จะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่การเติบโตของประเทศกำลังพัฒนานี้ จะส่งผลต่อราคาสินค้าในตลาดให้แพงขึ้น

กระนั้นเวิลด์แบงก์ระบุว่าสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาเหล่านี้ควรต้องทำคือการปรับนโยบายเศรษฐกิจให้เป็นกลางมากขึ้น

ทั้งนี้ แม้ว่าประเทศกำลังพัฒนาเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจอย่างเต็มกำลัง แต่ตัวเลขผลรวมของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) จะชะลอจาก 7.3% ในปี 2553 มาอยู่ประมาณ 6.3% ตั้งแต่ปี 2554-2556

นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังได้กล่าวเตือนหลายประเทศในเอเชียและในละตินอเมริกาให้ระวังความเสี่ยงจากเศรษฐกิจที่ร้อนแรงจนเกินไป อันเป็นผลจากการเดินหน้าเร่งผลักดันตลาดเกินกว่าความสามารถของประเทศที่จะรองรับได้

พร้อมกันนี้ เบิร์นส์ยังได้เรียกร้องให้ประเทศกำลังพัฒนาหันมาให้ความสนใจกับการปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อให้สามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และนับเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน การคาดการณ์ของเวิลด์แบงก์ในครั้งนี้ ระบุว่า เศรษฐกิจของจีนจะชะลอการขยายตัวลงจาก 10.3% เมื่อปี 2553 มาอยู่ที่ 9.3% ในปี 2554 ก่อนลดลงมาอยู่ที่ 8.7% ในช่วงปี 2555-2556 โดยเป็นผลโดยตรงจากแผนนโยบายทางเศรษฐกิจที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน

ในส่วนของราคาน้ำมันดิบ หลังจากแตะอยู่ที่ 79 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 2,396 บาท) เมื่อปีที่ผ่านมา เวิลด์แบงก์ได้คาดหมายว่าราคาในปีปัจจุบันน่าจะพุ่งขึ้นมาแตะระดับ 107.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,252 บาท) ก่อนที่ราคาจะปรับตัวลดลงมาอีกเล็กน้อยในปี 2555

ทั้งนี้ ราคาอาหารในประเทศกำลังพัฒนาได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 7.9% ตั้งแต่เมื่อเดือน มิ.ย. 2553 และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปัจจัยหนุนมาจากราคาอาหารในตลาดโลกที่ค่อยๆ ปรับขึ้น

นอกจากนี้ ทางเวิลด์แบงก์ได้ระบุว่า ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น นับเป็นแรงเสริมอย่างดีที่สนับสนุนให้ราคาอาหารเพิ่ม จนกลายเป็นแรงกดดันให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ต้องแบกรับภาระมากขึ้น เนื่องจากสัดส่วนรายได้เกือบทั้งหมดของประชากรในกลุ่มนี้มักต้องใช้เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหาร

เบิร์นส์ได้อธิบายว่า ที่ราคาอาหารต้องเพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากกระบวนการผลิตอาหารที่ต้องใช้พลังงานสูงกว่าอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอื่นๆ ทั่วไปถึง 4 เท่า และได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่าภาวะราคาอาหารน้ำมันแพง จะยังคงมีต่อเนื่องยาวนานไปจนปี 2555 และส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้มีรายได้น้อยลำบากมากขึ้น  

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก