
นาโอโตะ คัง ผ่านมติไม่ไว้วางใจฉลุยลั่นไขก๊อกเอง หลังฟื้นฟูชาติเสร็จ
นายกฯ ญี่ปุ่นดวงแข็งรอดมติไม่ไว้วางใจ ประกาศสละเก้าอี้หลังภารกิจฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตแผ่นดินไหวนิวเคลียร์ลุล่วง
นายกฯ ญี่ปุ่นดวงแข็งรอดมติไม่ไว้วางใจ ประกาศสละเก้าอี้หลังภารกิจฟื้นฟูประเทศจากวิกฤตแผ่นดินไหวนิวเคลียร์ลุล่วง
นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง แห่งญี่ปุ่น สามารถเอาตัวรอดจากการลงมติไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านที่ไม่พอใจต่อการตอบสนองต่อเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งร้ายแรง เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา รวมถึงวิกฤตนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อได้สำเร็จ โดยสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น (สภาล่าง) ลงคะแนนเสียงไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปด้วยคะแนน 293 เสียง ต่อ 152 เสียง จากจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาทั้งสิ้น 480 ที่นั่ง
ทั้งนี้ การลงมติดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนายกฯ คัง ให้คำมั่นว่าจะยอมลงจากตำแหน่งภายหลังสามารถแก้ปัญหาวิกฤตนิวเคลียร์และเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ จากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิแล้วเสร็จ
“ครั้นเมื่อความพยายามในการฟื้นฟูประเทศหลังเหตุภัยพิบัติสำเร็จลุล่วงแล้ว ผมจะส่งมอบความรับผิดชอบให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป” นายกฯ ญี่ปุ่น กล่าว พร้อมเสริมว่า “ในช่วงที่วิกฤตนิวเคลียร์กำลังดำเนินอยู่ผมจะใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อยุติปัญหาดังกล่าว และเดินหน้าฟื้นฟูประเทศ”
อย่างไรก็ตาม นายกฯ แดนปลาดิบไม่ได้กำหนดวันที่แน่ชัดว่าจะประกาศลาออกจากตำแหน่งเมื่อใด รวมทั้งจะใช้วิธีการใดประเมินว่า การฟื้นฟูประเทศจากเหตุภัยพิบัติเริ่มเข้าที่เข้าทาง
ขณะที่พรรคฝ่ายค้านออกโรงตอบโต้อย่างดุเดือดแบบทันควันว่า ญี่ปุ่นจะไม่สามารถฟื้นตัวได้หากยังคงอยู่ภายใต้การบริหารงานรัฐบาลเป็ดง่อย
“ถ้าคุณคิดจะลาออก ก็ควรลาออกเสียเดี๋ยวนี้” ทาดาโมริ โอชิมา สมาชิกพรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) พรรคฝ่ายค้าน ซึ่งถือเป็นตัวตั้งตัวตีในการแสดงการเคลื่อนไหวเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรคพันธมิตรขนาดเล็กอีก 2 พรรคเล็ก กล่าว
“เราได้ข้อสรุปว่า การให้นายกฯ คัง ลงจากตำแหน่ง ด้วยการลงมติไม่ไว้วางใจ จะเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้ประเทศของเราผ่านพ้นจากวิกฤต” โอชิมา กล่าวในรัฐสภา
ขณะที่สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า นายกฯ คัง น่าจะสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกราว 23 เดือน สอดคล้องกับความคิดเห็นของ โยกิโอะ ฮาโตยามะ อดีตนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรครัฐบาล คาดว่า คัง จะอยู่ในตำแหน่งได้อีกนาน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนที่ 5 ในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งจะดำรงตำแหน่งครบ 1 ปี ในวันที่ 8 มิ.ย.นี้ มักตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ครั้งร้ายแรงที่เกิดขึ้นอย่างเชื่องช้า และหลายครั้งยังแสดงถึงภาวะขาดความเป็นผู้นำ
อย่างไรก็ตาม เอเอฟพี รายงานว่า แม้จะรอดพ้นจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ความแตกแยกภายในพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล จะส่งผลให้นายกฯ คัง ตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะแผนการจัดตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ที่จะดึงฝ่ายค้านมาร่วมผลักดันแผนการฟื้นฟูประเทศ ซึ่งรวมถึงการอัดฉีดงบประมาณก้อนโต และการขึ้นภาษีนั้นจะเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รายงานข่าวยังระบุด้วยว่า ในการลงมติดังกล่าว อิชิโร โอซาวา ผู้ทรงอิทธิพลในพรรคดีพีเจ และคู่แข่งคนสำคัญของ คัง เลือกที่จะงดออกเสียง ขณะที่ สส.ในสังกัดของ โอซาวา ราว 30 คน บางส่วนก็งดออกเสียง หรือไม่เช่นนั้นก็ลงคะแนนสนับสนุนนายกรัฐมนตรีให้บริหารประเทศต่อไป
เช่นเดียวกับ ยูคิโอะ ฮาโตยามา อดีตนายกรัฐมนตรี และสมาชิกพรรครัฐบาลซึ่งมักวิพากษ์วิจารณ์นายกฯ คัง และก่อนหน้านี้ยังขู่ว่าจะลงมติไม่ไว้วางใจ ก็กลับลำหันมาสนับสนุน คัง โดยให้เหตุผลว่า ในช่วงเวลาวิกฤตนี้พรรครัฐบาลและประเทศชาติต้องมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติไม่ไว้วางใจนี้ได้สร้างความผิดหวังเป็นอย่างมากให้กับเลขาธิการพรรคแอลดีพี ซึ่งระบุว่าผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย พร้อมตำหนิถ้อยแถลงของนายกฯ คัง ว่าคลุมเครือ และแสดงถึงความไม่รับผิดชอบ
“นายกฯ บอกว่าจะลาออกเมื่อภารกิจในการฟื้นฟูจากเหตุแผ่นดินไหวได้สำเร็จ ถือเป็นการพูดแบบกว้างมาก และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการฟื้นฟูประเทศหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว” เลขาธิการพรรคแอลดีพี กล่าว
ขณะที่ ฟูมิยูกิ นากานิชิ หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์จากเอสเอ็มบีซี เฟรนด์ ซีเคียวริตีส์ ระบุว่า ไม่แปลกใจกับผลการลงมติดังกล่าว และยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า คัง น่าจะมีการพูดคุยนอกรอบกับ โอซาวา และ ฮาโตยามา เพื่อหาทางประนีประนอม และด้วยเหตุนี้เอง คัง จึงเสนอว่าจะลาออกจากตำแหน่งหลังสามารถควบคุมวิกฤตนิวเคลียร์ได้แล้ว
“นับจากนี้เชื่อว่าพรรคฝ่ายค้านจะช่วยให้ คัง ผ่านร่างกฎหมายหลายฉบับ และจะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและภาคธุรกิจต่างๆ ได้อย่างราบรื่น” นากานิชิ กล่าว
สอดคล้องกับ เซอิจิ อาดาจิ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากดอยช์ ซีเคียวริตีส์ เห็นว่า ผลการอภิปรายดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ และความไม่แน่นอนทางการเมืองก็จะยังคงอยู่ แต่ทว่าอย่างน้อยก็สามารถหลีกเลี่ยงสถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น เพราะหากการลงมติไม่ไว้วางใจผ่านฉลุย ญี่ปุ่นจะตกอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมือง และแผนการฟื้นฟูประเทศก็จะล่าช้าออกไป







