
ญี่ปุ่นวิกฤติซ้ำซาก อ่างเก็บรั่ว-รังสีพุ่ง
เทปโคงานเข้า หลังพบน้ำเปื้อนรังสีในแหล่งกักเก็บพร่อง คาดรั่วอีก ด้านกรีนพีซพบซีเซียมในอาหารทะเลกระฉูดเกินเกณฑ์
เทปโคงานเข้า หลังพบน้ำเปื้อนรังสีในแหล่งกักเก็บพร่อง คาดรั่วอีก ด้านกรีนพีซพบซีเซียมในอาหารทะเลกระฉูดเกินเกณฑ์
วิกฤตนิวเคลียร์ญี่ปุ่นยังไร้ทางออก ล่าสุดบริษัทการไฟฟ้าโตเกียว ผู้ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าฟูกุชิมา ไดอิชิ ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ระบุว่า พบการรั่วไหลของน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีจากอาคารกำจัดของเสียภายในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นับเป็นความล้มเหลวอีกครั้งของความพยายามกู้วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งยืดเยื้อมากว่า 2 เดือน
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ของเทปโคยังระบุว่า หนทางเดียวที่จะกอบกู้สถานการณ์ภายในโรงไฟฟ้าฟูกุชิมา ไดอิชิ ได้ก็คือ การระดมฉีดน้ำเข้าไปในอาคารเตาปฏิกรณ์ทั้ง 3 แห่ง ซึ่งแท่งเชื้อเพลิงอยู่ในภาวะหลอมละลาย เพื่อให้อุณหภูมิเย็นลง โดยน้ำที่มีการปนเปื้อนกัมมันตรังสีดังกล่าวจะถูกนำไปพักไว้ที่อาคารกักเก็บน้ำ แต่ทว่าล่าสุดทางโรงงานกลับพบว่าปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้มีปริมาณลดลง จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดการรั่วไหล
อย่างไรก็ตาม การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ยิ่งทำให้เทปโคต้องเผชิญกับแรงกดดันมากยิ่งขึ้น ในการผลักดันให้ภารกิจติดตั้งระบบบำบัดน้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีที่โรงงาน ซึ่งจะเริ่มในเดือน มิ.ย.เป็นไปอย่างลุล่วง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าแผนการดังกล่าว จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของน้ำเปื้อนรังสีลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก และน้ำใต้ดิน
ขณะที่ “กรีนพีซ” กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อม เตือนว่า “จากการตรวจสอบสิ่งมีชีวิตในทะเลที่อาศัยอยู่ห่างจากโรงไฟฟ้าฟูกุชิมา ไดอิชิ ราว 20 กิโลเมตร พบว่า มีกัมมันตรังสีในระดับเข้มข้นเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด นอกจากนี้ ยังวิจารณ์รัฐบาลญี่ปุ่นว่า ไม่ได้ตอบสนองวิกฤตนิวเคลียร์ที่โรงไฟฟ้าฟูกุชิมาอย่างเพียงพอ”
กรีนพีซ ซึ่งทำการตรวจวัดรังสีบริเวณนอกชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นตลอดเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า ตรวจพบกัมมันตรังสีในสาหร่ายทะเลสูงกว่าระดับที่ทางการกำหนดถึง 50 เท่า โดยกรณีดังกล่าวเพิ่มความวิตกกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในระยะยาวต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมจากน้ำทะเลที่ปนเปื้อนรังสี
อย่างไรก็ตาม องค์กรสิ่งแวดล้อมซึ่งต่อต้านพลังงานนิวเคลียร์ ยังระบุด้วยว่า การทดสอบดังกล่าวซึ่งได้รับการรับรองแล้วจากห้องปฏิบัติการในฝรั่งเศส และเบลเยียม ชี้ว่า ปลาและสัตว์น้ำจำพวกมีเปลือกหลายสายพันธุ์มีการสะสมของกัมมันตรังสีอย่างไอโอดีน-131 และ ซีเซียม-137 เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
กรีนพีซ เปิดเผยว่าพบการปนเปื้อนซีเซียม-137 ในหอยสูงถึง 740 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม, ในปลา 857 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม, ในปลิงทะเล 1,258 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม และสาหร่ายทะเล 1,640 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม ทั้งนี้ตามมาตรฐานความปลอดภัยอาหารของญี่ปุ่น กำหนดให้อาหารทุกชนิดต้องมีกัมมันตรังสีซีเซียม-137 ไม่เกิน 500 เบคเคอเรลต่อกิโลกรัม
“ข้อมูลของเราแสดงให้เห็นว่ากัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีปัญหา ได้แผ่ขยายออกไปเป็นระยะทางไกลมาก” แจน แวนเด ปุตเต ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีจากกรีนพีซ กล่าวในงานแถลงข่าวที่กรุงโตเกียว
นอกจากนี้ ในวันเดียวกันมีรายงานว่า ชาวเมืองฟูตาดะ ราว 8,000 คน ซึ่งต้องอพยพออกจากพื้นที่เนื่องจากอยู่ในรัศมีห่างจากโรงไฟฟ้าฟูกุชิมา ไดอิชิ เพียง 20 กม. ได้รับอนุญาตให้กลับไปยังที่อยู่อาศัยเป็นครั้งแรก โดยแต่ละคนจะมีเวลากลับไปเยี่ยมบ้าน และตรวจเช็กสิ่งของเพียงคนละ 2 ชั่วโมงเท่านั้น หลังจากก่อนหน้านี้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเหล่านี้มีเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่ และกระเป๋าเงินติดตัวออกมาเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความกังวลต่อความปลอดภัย รัฐบาลจึงอนุญาตให้แต่ละครอบครัวส่งสมาชิกเพียง 2 ราย กลับไปยังที่พัก โดยแต่ละคนจะได้รับถุงพลาสติกสีดำขนาดใหญ่คนละใบเพื่อบรรจุสิ่งของกลับมาเท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากกังวลว่าสิ่งของดังกล่าวอาจมีการปนเปื้อนรังสี กอปรกับความคับแคบของศูนย์อพยพ
นอกจากนี้ ผู้ที่จะเดินทางเข้าไปยังโซนอันตราย ต้องสวมชุดสูทป้องกันรังสีที่ปกคลุมร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้าสวมหน้ากากและแว่นตา โดยทั้งหมดจะใช้รถโดยสารเพื่อเดินทางกลับไปยังพื้นที่อพยพ
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตนิวเคลียร์ที่ยังไร้ทางออก แต่บรรดาผู้นำกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก (จี8) ซึ่งเดินทางมาร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำ จี8 ที่เมืองโดวิลด์ของฝรั่งเศส กลับแสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่า ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาติสมาชิกจะสามารถฟื้นตัวจากหายนะครั้งเลวร้ายนี้ได้ พร้อมกันนี้ในร่างแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ยังระบุว่าพร้อมจะให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นหากจำเป็น







