posttoday
พรรคคู่บ้านคู่เมือง

พรรคคู่บ้านคู่เมือง

01 พฤษภาคม 2554

“การเมือง” คำที่เอ่ยถึงทีไรก็มีแต่คนส่ายหน้าไปตามๆ

“การเมือง” คำที่เอ่ยถึงทีไรก็มีแต่คนส่ายหน้าไปตามๆ

กัน เพราะคิดว่าเป็นปาหี่ที่คนสองฝักสองฝ่ายสาดโคลนกันไปมา จึงเป็นเรื่องไกลตัวที่จับต้องไม่ได้ แต่เมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาร้อยแปดพันเก้า ความรู้สึกดังกล่าวก็ค่อยๆ มลายหายไป เพราะเรื่องที่ไม่คุ้นเคยนี้กลับมีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่ของเราอย่างแนบแน่น และสิ่งที่อยู่คู่กับการเมืองเป็นเงาตามตัวก็คือ พรรคการเมืองนั่นเอง

พรรคคู่บ้านคู่เมือง

แน่นอนว่า พรรคการเมืองที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้บริหารประเทศ ย่อมกุมชะตากรรมของผู้คนทั้งประเทศอย่างมิต้องสงสัย

การขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอำนาจโลกของจีนในวันนี้ก็เช่นกัน หากขาดพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่อยู่เคียงข้างประชาชนนับพันล้านคนมายาวนานกว่า 90 ปีไป (ก่อตั้งเมื่อเดือน ก.ค. ค.ศ. 1921) ก็คงไม่สามารถมีบทบาทบนเวทีโลกดังที่เป็นอยู่ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในพรรคคอมมิวนิสต์จีนและวิสัยทัศน์ของผู้นำพรรคหลายยุคหลายสมัย ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปของสังคมจีนตลอดระยะเวลาเกือบศตวรรษที่ผ่านมา

นับแต่ที่เหมาเจ๋อตุงประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศในปี ค.ศ. 1949 พรรคคอมมิวนิสต์จีนในฐานะผู้บริหารประเทศก็มีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศชาติ ความต่อเนื่องของการผ่องถ่ายอำนาจในหมู่ผู้นำพรรคหรือก็คือผู้นำประเทศยุคต่อๆ มาอย่างเติ้งเสี่ยวผิง เจียงเจ๋อหมิน ตลอดจนประธานาธิบดีหูจิ่นเทาในปัจจุบัน ล้วนมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆ ทั้งนี้ แนวทางในการบริหารประเทศของผู้นำแต่ละคนย่อมตั้งอยู่บนเป้าหมายซึ่งแปรผันตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปตามกระแสโลก

การที่พรรคการเมืองพรรคหนึ่งสามารถครองใจประชาชนและยืนหยัดอยู่ในสังคมอย่างฝังรากลึก ย่อมต้องมีลักษณะพิเศษบางประการที่ดึงดูดให้ประชาชนรู้สึกคล้อยตามหลักการบริหารประเทศอย่างเคร่งครัด สิ่งที่เรากำลังจะกล่าวถึงก็คือ การปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าชื่นชมของพรรคแห่งนี้นั่นเอง นักวิเคราะห์จำนวนมากแสดงทัศนะที่มีต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีนไว้ว่า การที่ประเทศจีนต้องปรับสภาพเศรษฐกิจให้มีความทันสมัยเพื่อก้าวไปให้ทันกระแสโลกจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการเมืองภายในประเทศ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ถึงแม้เศรษฐกิจของจีนในวันนี้จะดีวันดีคืน แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ยังคงเป็นพรรคที่คุมทิศทางการบริหารประเทศดังที่เคยเป็นมา อาจมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในพรรคบ้าง แต่ก็เป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน และก็เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

พรรคคู่บ้านคู่เมือง

นับแต่ปี ค.ศ. 1953 หลังจากที่ประธานเหมาเจ๋อตุงปลดปล่อยชาวจีนจากลัทธิจักรวรรดินิยมและมีสิทธิในอธิปไตยของตนอย่างเต็มที่ นโยบายพรรคคอมมิวนิสต์จีนภายใต้การนำของท่าน คือการสร้างประเทศตามแบบอย่างของสหภาพโซเวียต ด้วยการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด แต่การพัฒนาประเทศทั้งๆ ที่ยังไม่มีสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับอย่างเพียงพอ ย่อมนำไปสู่ปัญหาการหยุดงานของบรรดาผู้ใช้แรงงาน แม้ว่าท่านจะทราบถึงปัญหาและมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การบริหารเศรษฐกิจให้เกิดการพัฒนาอย่างทั่วถึง แต่สภาพเศรษฐกิจของจีนกลับเลวร้ายลงทุกวัน

ในสภาพที่การเมืองสั่นคลอน การบูรณาการทางเศรษฐกิจย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ขณะเดียวกันเป้าหมายของพรรคคอมมิวนิสต์ยังคงตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า “ต่อสู้เพื่อลดช่องว่างทางสังคม” ลองนึกภาพดูว่าบ้านเมืองที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ประชาชนจะมีความสุขได้อย่างไร นี่ยังไม่นับรวมถึงช่วงเวลา 10 ปีแห่งการ “ปฏิวัติวัฒนธรรม” ซึ่งถือเป็นช่วงที่ส่งผู้มีความรู้ความสามารถไปอยู่ตามชนบท เผาทำลายตำราที่มีคุณค่าทางการศึกษามากมาย ด้วยเกรงว่าสิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมให้ปัญญาชนหันมาต่อต้านรัฐบาล ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในช่วงปลายของการปกครองประเทศ

แต่ถึงอย่างนั้นอำนาจในการบริหารประเทศก็ยังคงอยู่ในมือพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่สำคัญชาวจีนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจที่จะโดดเข้าไปมีส่วนร่วมในการปฏิวัติที่สร้างความบอบช้ำให้แก่ประเทศชาติในเวลาต่อมาเสียด้วยซ้ำ คำถามที่ตามมาก็คือ เหตุใดคนเหล่านี้จึงยินยอมที่จะกระทำตามในสิ่งที่ผิดพลาด คำตอบง่ายๆ ก็คือ พวกเขาต่างเชื่อมั่นในผู้นำ (ประธานเหมาฯ) ว่าพร้อมจะนำพาชีวิตไปสู่ความสุข แต่ความคิดเหล่านี้เป็นเพียงความคลั่งไคล้ที่ไร้เหตุผล เพราะในความเป็นจริงบ้านเมืองจีนยุคนั้นดูเหมือนไร้อนาคตและเดินมาถึงทางตัน

แต่แล้วเติ้งเสี่ยวผิงผู้นำพรรคยุคถัดมาก็วางหมากทางเศรษฐกิจจนสร้างความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นกับประเทศจีนได้อย่างน่าทึ่ง

ความยิ่งใหญ่ของเติ้งเสี่ยวผิงในใจชาวจีน เกิดขึ้นจากการดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพจนสามารถกระตุ้นให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่ช่วงต้นของการเข้าบริหารบ้านเมือง ประเทศจีนยังตกอยู่ในสภาพข้าวยากหมากแพง อัตราการว่างงานของคนเมืองสูงจนน่าตกใจ ประชาชนหลายคนต่างผิดหวังกับการดำเนินนโยบายผิดพลาดในช่วงปลายของประธานเหมาฯ และปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย การกลับมาคุมบังเหียนประเทศหลังจากที่ถูกกีดกันทางการเมืองหลายต่อหลายครั้ง ย่อมมีความหมายต่อชาวจีนทั้งประเทศเป็นอย่างมาก

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก