
ราคาน้ำมันทำเอเชียขาดดุลหนัก ญี่ปุ่นลดการคาดการณ์เศรษฐกิจ
นักวิเคราะห์เผยน้ำมันอาหารทำเอเชียอ่วมหนัก
นักวิเคราะห์เผยน้ำมันอาหารทำเอเชียอ่วมหนัก
ขาดดุลเกินเป้า ด้านญี่ปุ่นยังช้ำ เดินหน้าลดเป้าการโตทางเศรษฐกิจ
บลูกเบิร์กได้ออกรายงานกึ่งวิเคราะห์ระบุว่า ราคาน้ำมันและอาหารที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อาจส่งผลให้ประเทศในแถบเอเชียเผชิญสภาพงบประมาณขาดดุล สาเหตุเนื่องมาจากรัฐบาลทุ่มเงินมหาศาลอุดหนุนน้ำมันเพื่อคงราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่พอใจของประชาชนในประเทศ จนอาจออกมาชุมนุมประท้วง เช่นเดียวกับที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางอยู่ในขณะนี้
ทั้งนี้ ในรายงานดังกล่าวระบุว่า ชาติที่มีการใช้เงินอุดหนุนพลังงานจำนวนมากอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย มีแนวโน้มที่จะพลาดเป้าเงินขาดดุลประจำปี เนื่องจากภาระรายจ่ายด้านน้ำมัน ที่รัฐบาลแต่ละประเทศแบกรับ
“รัฐบาลในเอเชียค่อนข้างอ่อนไหวกับความรู้สึกของประชาชน จนพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนพอใจ” จิม วอร์คเกอร์ กรรมการผู้จัดการเอเชียโนมิคส์ในฮ่องกง กล่าว
ขณะเดียวกันราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องได้กลายมาเป็นภัยคุกคามหลักสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยราคาน้ำมันที่สูงถึง 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล (ราว 3,618 บาท) มีผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ลดลง 0.51.2%
ด้านโรเบิร์ต พริเออร์ วานเดสฟอร์ด หัวหน้าด้านเศรษฐกิจ ของเครดิต สวิส กรุ๊ป ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ขณะนี้อินเดียและมาเลเชียกำลังเจ็บปวดกับตัวเลขจีดีพี ขณะที่อินโดนีเซียและไทยยังมีเวลาหายใจอยู่ช่วงระยะหนึ่ง
นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังระบุเพิ่มเติมว่า การทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเข้าอุ้มราคาน้ำมันและอาหารไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงต่อภาพรวมในแต่ละปี และทำให้ค่าใช้จ่ายของรัฐย่ำแย่เท่านั้น แต่ยังส่งผลผลักดันให้รัฐบาลต้องดิ้นรนปรับมาตรการอื่นๆ มารองรับ
ด้านยักษ์ใหญ่ด้านเศรษฐกิจแห่งเอเชียอย่างญี่ปุ่น แม้ว่าเหตุโศกนาฏกรรมจะล่วงเลยจนครบเดือน แต่ญี่ปุ่นยังไม่สามารถเดินหน้าแผนฟื้นฟูได้อย่างเต็มที่ เพราะติดขัดปัญหาวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก จนส่งผลต่ออุตสาหกรรมประมง หนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ เนื่องมาจากการปนเปื้อนของรังสีที่แพร่กระจายลงสู่ทะเล
ล่าสุด ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้ปรับลดการประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศปี 2554 ลง นับเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน โดยในรายงานประจำเดือนของรัฐสภาไดเอต ระบุชัดว่า แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงฟื้นฟู แต่จากปัจจัยลบหลายอย่าง ส่งผลให้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะบอบช้ำอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ ในรายงานยังเตือนว่าการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัว ส่วนภาคการผลิตอาจอยู่ในภาวะซบเซา และผู้บริโภคไม่สามารถจับจ่ายใช้สอยได้อย่างเต็มที่
คาโอรุ โยซาโนะ รัฐมนตรีด้าน นโยบาย ประจำปีของญี่ปุ่น กล่าวว่าปัจจัยที่เสี่ยงที่สุดก็คือปัญหาด้านพลังงานสำหรับการใช้งานและสถานะของโรงไฟฟ้า ซึ่งส่งผลให้บริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่างโตโยต้า ฮอนด้า และโซนี่ ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้อย่างเต็มที่ จนส่งผลต่อบริษัทลูกในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
ยิ่งไปกว่านั้นผลการสำรวจจากทันคัน ธนาคารสัญชาติญี่ปุ่น ยังระบุเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นนับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ในห้วงเวลาที่ญี่ปุ่นขาดแคลนพลังงานอย่างสาหัส เช่นเดียวกับการว่างงานของประชาชน
ทั้งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตั้งเป้ารวมเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในเดือน เม.ย.นี้ อีกประมาณ 4 แสนล้านเยน (ราว 1.4 ล้านล้านบาท)
ขณะที่ทางสถานการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ล่าสุด บริษัท โตเกียว อิเล็กทริก เพาเวอร์ (เทปโค) ชี้แจงว่า ทางทีมวิศวกรกำลังเข้าใกล้ความสำเร็จในการระบายน้ำออกจากอาคารภายในเตาปฏิกรณ์ เพื่อให้สามารถเข้าไปซ่อมแซมระบบทำความเย็นที่ได้รับความเสียหาย จนควบคุมเตาปฏิกรณ์ได้อีกครั้ง
ด้านหน่วยงานด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นเผยผลการตรวจวัดปริมาณกัมมันตรังสี ล่าสุดพบว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา และเพิ่มมากกว่าที่กฎหมายกำหนดถึง 23 เท่า
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากหายนภัยทั้งหมดมีมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 9 ล้านล้านบาท) โดยเมอร์ริล ลินช์ ธนาคารสัญชาติอเมริกันได้ประมาณการว่ารัฐบาลญี่ปุ่นและฝ่ายที่เกี่ยวข้องจำต้องจ่ายเงินชดเชยความเสียหายทั้งสิ้น 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.9 ล้านล้านบาท)
ด้านเดนิส ฟลอรี เลขาธิการสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) กล่าวชื่นชมที่รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับปัญหานิวเคลียร์ และตระหนักถึงความร้ายแรง จนยกระดับเทียบชั้นเชอร์โนบิล โดยไม่รอให้เหตุการณ์รุนแรงถึงขีดสุด ทั้งที่ในความเป็นจริงวิกฤตนิวเคลียร์ที่ฟูกุชิมาแตกต่างจากเชอร์โนบิลอย่างสิ้นเชิง เพราะขณะเกิดเหตุ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโรงไฟฟ้าฟูกุชิมา ไดอิชิ ได้หยุดทำงานทันที ส่งผลให้การแพร่กระจายของรังสีไม่กินบริเวณกว้างและมีปริมาณมากเท่าเชอร์โนบิล
ขณะที่องค์การอนามัยโลก (ฮู) ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ยังไม่มีสัญญาณความเสี่ยงด้านสุขภาพใดๆ สำหรับผู้ที่อยู่นอกรัศมี 40 กม. จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ แม้ว่ารัฐบาลจะยกระดับความร้ายแรงมากขึ้นก็ตาม
ปัจจุบันยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 13,333 ราย ขณะที่ 15,150 ราย ยังคงสูญหาย โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่เมืองมิยางิ อิวาเตะ และฟูกุชิมา ด้านสนามบินในเมืองเซนไดสามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติแล้ว m







