posttoday
เงินเฟ้อลามทั่วโลก น้ำมัน-ทองคำตอกย้ำ

เงินเฟ้อลามทั่วโลก น้ำมัน-ทองคำตอกย้ำ

10 เมษายน 2554

สถานการณ์เงินเฟ้อโลกย่ำแย่หนัก ลุกลามจากตลาดเกิดใหม่ในเอเชียถึงโลกตะวันตก ด้านราคาพลังงานยังถีบตัวไม่หยุด กดดันนักลงทุนแห่กว้านซื้อทอง

สถานการณ์เงินเฟ้อโลกย่ำแย่หนัก ลุกลามจากตลาดเกิดใหม่ในเอเชียถึงโลกตะวันตก ด้านราคาพลังงานยังถีบตัวไม่หยุด กดดันนักลงทุนแห่กว้านซื้อทอง

ราคาน้ำมันโลกยังไม่หยุดทุบสถิติ ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบแหล่งเบรนต์ในตลาดลอนดอนกระโดดขึ้นมาในคราวเดียวถึง 4 เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 126.65 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 หรือสูงสุดในรอบ 32 เดือน ซึ่งครั้งนั้นราคาน้ำมันเคยดีดขึ้นมาสูงสุดถึง 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะเดียวกันราคาน้ำมันดิบในตลาดสหรัฐปรับสูงขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน โดยล่าสุดอยู่ที่ 113.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หลังราคาปรับขึ้นมาเกือบ 3 เหรียญสหรัฐในคราวเดียว

ปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันยังทะยานไม่หยุด เนื่องจากกระแสวิตกกังวลเกี่ยวกับเหตุรุนแรงในซาอุดีอาระเบีย ประเทศผู้ผลิตน้ำมันอันดับ 2 ของโลก รวมถึงวิกฤตการเมืองในไนจีเรีย ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา อีกทั้งยังรวมถึงสถานการณ์ยืดเยื้อในลิเบีย ซึ่งหากสถานการณ์บานปลายอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณการส่งจ่ายน้ำมันเพื่อป้อนการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก อีกทั้งยังจะกระตุ้นให้ภาวะเงินเฟ้อทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

“นักลงทุนในตลาดไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะต้องทบทวนปริมาณน้ำมันที่จะสูญเสียไปจากวิกฤตการณ์ในลิเบีย ซึ่งอาจยืดเยื้อไปตลอดปีนี้หรืออาจถึงปีหน้า” จิม ริทเทอร์บุช นักวิเคราะห์อิสระกล่าวกับสำนักข่าวเอพี

นอกจากนี้ ค่าเงินเหรียญสหรัฐที่อ่อนลงยังเป็นสาเหตุหนึ่งของราคาพลังงานที่แพงขึ้น เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐใช้เป็นอัตราซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงน้ำมันและราคาสินค้าประเภทอาหาร ยังผลให้สินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มอื่นๆ แพงขึ้น และทำให้นักลงทุนหันมากว้านซื้อทองคำเพื่อหลีกเลี่ยงราคาหลักทรัพย์ถดถอยจากปัญหาเงินเฟ้อ ยังผลให้ราคาทองคำทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกับราคาน้ำมัน

เงินเฟ้อลามทั่วโลก น้ำมัน-ทองคำตอกย้ำ

ล่าสุด ปัญหาเงินเฟ้อได้ลุกลามไปถึงประเทศตะวันตกแล้ว โดยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 2 ปี จากอัตราต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1% มาอยู่ที่ 1.25% และจากการประเมินโดยนักเศรษฐศาสตร์ผ่านการรายงานข่าวโดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก คาดว่า อัตราดอกเบี้ยของสหภาพยุโรป (อียู) จะปรับขึ้นมาอยู่ที่ 1.5% ในเดือน ก.ค. และ 1.75% ในเดือน ต.ค.นี้

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อในยุโรปเริ่มรุนแรงขึ้น โดยดัชนีราคาผู้บริโภคช่วงเดือน ก.พ. สูงถึง 4.9% ทะลุเส้นตายที่กำหนดไว้ที่ 4% ตลอดทั้งปีนี้ และจากการคาดการณ์โดยนักเศรษฐศาสตร์ ตัวเลขนี้ยังอาจสูงถึง 5.2% ช่วงเดือน มี.ค. นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือน ก.ค. 2551 ขณะที่ตัวเลขเงินเฟ้อในอังกฤษช่วงเดือน มี.ค. อาจปรับขึ้นมาสูงที่สุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ที่ 4.4% หลังจากที่ธนาคารกลางอังกฤษตรึงดอกเบี้ยต่ำสุดขีดที่ 0.5% มานานถึง 26 เดือน

ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์ต่างแสดงความเห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ควรปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเพื่อสกัดกั้นปัญหาเงินเฟ้อ หลังจากที่ตรึงอัตราดอกเบี้ยต่ำสุดขีดที่ 0.25% มาตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2551 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาเฟดยังไม่ระบุถึงแนวทางสกัดกั้นเงินเฟ้ออย่างจริงจัง และควรถึงเวลาที่จะเปลี่ยนกลับมาใช้นโยบายการเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจมาเป็นนโยบายการเงินที่เป็นกลาง

ด้านเว็บไซต์ของหนังสือพิมพ์วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานว่า ขณะนี้ความเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นเริ่มได้รับการชี้นำจากทิศทางของภาวะเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยหลังจากที่ก่อนหน้านี้เคลื่อนไหวไปตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภัยพิบัติในญี่ปุ่น

ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนปัจจัยการลงทุนได้เกิดขึ้นในตลาดต่างๆ ทั่วโลก หลังจากที่สกุลเงินและทองคำทำลายสถิติอย่างต่อเนื่องใน รอบหลายปีในสัปดาห์นี้ รัฐบาลบางประเทศในเอเชียใช้มาตรการแทรกแซงค่าเงินหลายครั้งในช่วงสัปดาห์เดียวกันด้วยการซื้อเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อลดการแข็งค่าของสกุลเงิน

ก่อนหน้านี้ วอลสตรีต เจอร์นัล ได้รายงานว่าธนาคารกลางทั่วเอเชียต่างกว้านซื้อเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อสกัดกั้นมิให้สกุลเงินของตนแข็งค่า คาดว่างบประมาณที่ใช้ไปในการนี้อาจสูงถึง 7,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงธนาคารกลางฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย อินเดีย ไต้หวัน และธนาคารแห่งประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางในเอเชียจะใช้มาตรการที่สมดุลในการแก้ปัญหาค่าเงินและเงินเฟ้อ โดยพยายามปล่อยให้ค่าเงินแข็งขึ้นมาในระดับหนึ่ง เพื่อป้องกันเงินเฟ้อ ดังเช่นท่าทีของ บูดี มูเลีย รองผู้ว่าการธนาคารกลางอินโดนีเซีย (แบงก์อินโดนีเซีย) ที่เปิดเผยว่า จะต่อสู้กับปัญหาเงินเฟ้อต่อไป แต่ในขณะเดียวกันจะพยายามป้องกันไม่ให้เงินรูเปียห์ผันผวนมากจนเกินไป

ด้านแนวโน้มเงินเฟ้อในจีนคาดว่าจะทวีความรุนแรงต่อไป สำนักข่าวบลูมเบิร์กคาดว่า ภายในปีนี้อัตราดอกเบี้ยของจีนอาจปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.56% หลังจากที่เพิ่งตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ระยะ 1 ปีขึ้นมาอยู่ที่ 6.31% เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลจีนยังใช้มาตรการต่างๆ เพื่อสกัดกั้นปัญหาเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งบประมาณอุดหนุนราคาสินค้า การตั้งคลังสำรองอาหาร และขู่ที่จะควบคุมราคาสินค้าในตลาด เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เวินเจียเป่า เห็นว่าเงินเฟ้อคือภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางสังคมของประเทศ m

 

ข่าวล่าสุด

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน

“วราวุธ” ลุยปราบขยะพิษ จ่อแก้กฎหมายเพิ่มโทษปรับ 10 ล้าน