
สกัดมะกันโมเมคืนภาษี
ถือเป็นเรื่องใหญ่ประจำปีทีเดียวสำหรับพลเรือนแดนลุงแซมที่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 เม.ย.นี้แล้ว
ถือเป็นเรื่องใหญ่ประจำปีทีเดียวสำหรับพลเรือนแดนลุงแซมที่ต้องเสียภาษี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 เม.ย.นี้แล้ว
เพราะหากถูกหน่วยงานสรรพากรตรวจสอบย้อนหลังขึ้นมา ไม่แคล้วต้องจ่ายหมดตัว ไม่คุ้มเท่ากับการยอมจ่ายตั้งแต่แรกแน่นอน
ทว่า เรื่องที่น่าปวดหัวยิ่งกว่า คือการสรรหาและสร้างสรรค์เหตุผลร้อยแปด เพื่อขอความเมตตาเห็นใจจากศาลที่เคารพในการอนุมัติคืนเงินภาษีที่จ่ายไปให้รัฐกลับเข้ากระเป๋าของตัวเอง
ด้วยนโยบายส่งเสริมธุรกิจ และการจับจ่ายใช้สอยของรัฐบาลกลาง ทำให้เหล่ามะกันสามารถยื่นเหตุผลแสดงความจำนงขอคืนเงินภาษีที่จ่ายไปได้ ถ้าเป็นการใช้ไปเพื่อการดำเนินธุรกิจ และนั่นถือเป็นช่องว่างอย่างดีที่สุด ที่ชาวอเมริกันทั้งหลายงัดขึ้นมาใช้เพื่อต่อสู้กับศาล
โดยกรณีตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดหนีไม่พ้นคดีของเชสตี เลิฟ นักเต้นเปลือย ซึ่งยื่นร้องขอเงินภาษีคืนจากการใช้เงินจ่ายค่าหมอเพื่อเพิ่มขนาดหน้าอกให้กับตัวเอง และศาลก็อนุมัติเงินคืนตามที่ร้องขอเนื่องจากเห็นว่าการเพิ่มขนาดหน้าอกเป็นไปเพื่อการทำธุรกิจ หรือกรณีที่เจ้าของโรงเก็บของโกโรโกโส เรียกเงินภาษีคืน 300 เหรียญสหรัฐ (ราว 9,126 บาท) สำหรับค่าอาหารแมวป่าที่ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนการดูแลโรงเก็บของ
นอกจากนี้ ยังมีกรณีของผู้ประกาศข่าวสาวทางโทรทัศน์รายหนึ่งที่เรียกเงิน 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ (ราว 6 แสนบาท) คืนจากค่าใช้จ่ายด้านเครื่องสำอาง ชั้นเรียนป้องกันตัว ชุดบิกินี และกางเกงชั้นใน โดยอ้างว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อธุรกิจ หรือสาวเทกซัสรายหนึ่งขอเงินคืน 1,036 เหรียญสหรัฐ (ราว 31,515 บาท) เพื่อเป็นค่าเสื่อมราคาของนกอีมูที่เลี้ยงไว้
แน่นอนว่าเหตุผลข้างๆ คูๆ ข้างต้นไม่สามารถเรียกความเห็นใจจากศาลได้จึงต้องจ่ายเงินตามระเบียบ แต่ปัญหาหนักกลับตกอยู่ที่ทนายความซึ่งต้องตรวจสอบเอกสารก่อนส่งให้ศาลพิจารณา
เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย งานนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างระดมกำลังสมองคิดหาทางออกเป็นการด่วน จนมาได้ข้อสรุปว่า ทางเดียวที่เป็นไปได้คือ ต้องให้ผู้ยื่นเรื่องกรอกเอกสารให้ละเอียดยิบย่อยกว่าเดิม หรือทำให้ยุ่งยากกว่าเดิมจนต้องถอดใจในที่สุด







