
กดดันสหรัฐช่วยถล่มกัดดาฟี ลิเบียยังเดือด รัฐบาลลุยถล่มยึดเมืองคืน
อดีตรัฐมนตรีลิเบียเย้ย สหรัฐพลาดโอกาสทองโค่นกัดดาฟี เหตุตัดสินใจล่าช้า ขณะที่สถานการณ์รบในลิเบียใกล้จุดเดือด สาวกกัดดาฟีถล่มกลุ่มต่อต้านสกัดบุกเมืองหลวง
อดีตรัฐมนตรีลิเบียเย้ย สหรัฐพลาดโอกาสทองโค่นกัดดาฟี เหตุตัดสินใจล่าช้า ขณะที่สถานการณ์รบในลิเบียใกล้จุดเดือด สาวกกัดดาฟีถล่มกลุ่มต่อต้านสกัดบุกเมืองหลวง
เอเอฟพีรายงานว่า รัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ กำลังเผชิญแรงกดดันให้มีการติดอาวุธฝ่ายต่อต้านในลิเบียที่กำลังสู้รบกับกองกำลังรัฐบาล พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ท่ามกลางข้อครหาว่ารัฐบาลสหรัฐพลาดโอกาสล่าสุดที่จะโค่นอำนาจผู้นำจอมเผด็จการ
ผู้นำสหรัฐ ยืนยันว่า ยังคงพิจารณาทางเลือกทุกอย่าง รวมทั้งปฏิบัติการทางทหาร แต่เห็นว่าการประกาศเขตห้ามบินในลิเบียยังเป็นเรื่องอีกไกล โดย โรเบิร์ต เกตส์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เตือนว่า การประกาศเขตห้ามบินจำเป็นต้องส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดเข้าไปทำลายระบบป้องกันทางอากาศของลิเบีย ซึ่งอาจเป็นการก่อสงครามครั้งที่ 3 หลังจากสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน
ด้านสมาชิกรัฐสภาสหรัฐและอดีตเจ้าหน้าที่หลายคนเห็นพ้องว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐจะส่งอาวุธเข้าไปช่วยเหลือฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในลิเบีย
“แน่นอนว่าหากเราสามารถส่งอาวุธเข้าไปถึงมือฝ่ายกบฏ และหากเราสามารถส่งระบบป้องกันอากาศยานเพื่อให้พวกเขาประกาศเขตห้ามบินในดินแดนของตัวเองก็จะเป็นประโยชน์มากทีเดียว” สตีเฟน แฮดลีย์ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น
อย่างไรก็ตาม พ.อ.เดวิด ลาแพน โฆษกของเพนตากอน ยังไม่ยืนยันถึงความเป็นไปได้ที่แผนติดอาวุธให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลกัดดาฟี
ขณะเดียวกัน อาลี เออร์ริชี อดีตรัฐมนตรีกระทรวงเข้าเมืองของลิเบีย ซึ่งลาออกทันทีหลังเกิดการลุกฮือ เกือบ 3 สัปดาห์ก่อนวิจารณ์สหรัฐว่า พลาดโอกาสสำคัญที่จะโค่นกัดดาฟีไปแล้ว เนื่องจากสหรัฐมีการตอบสนองล่าช้า เมื่อครั้งที่ฝ่ายต่อต้านขอความช่วยเหลือตั้งแต่ตอนที่กัดดาฟีกำลังเพลี่ยงพล้ำ
ท่ามกลางการสู้รบกันอย่างดุเดือดระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้าน จนทำให้ลิเบียเฉียดเข้าสู่ภาวะสงครามกลางเมืองขึ้นทุกขณะ หนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ รายงานว่า รัฐบาลกัดดาฟียังมีรายได้หลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐจากการส่งออกน้ำมัน แม้กลุ่มมหาอำนาจตะวันตกจะดำเนินนโยบายคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ เพื่อกดดันให้กัดดาฟีลงจากตำแหน่งก็ตาม
เจ้าหน้าที่บริษัทน้ำมันและผู้แทนของบริษัทเดินเรือ ระบุว่า ในช่วงที่เหตุวุ่นวายเริ่มปะทุขึ้น ลิเบียมีปริมาณการส่งออกน้ำมัน 5.7 แสนบาร์เรลต่อวัน และลดลงเหลือ 4 แสนบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์นี้ ซึ่งหากประเมินจากปริมาณการส่งออกในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 770 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยลูกค้าหลักคือจีนและอินเดีย
ส่วนความคืบหน้าสถานการณ์ในลิเบียนั้น ล่าสุดยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด เมื่อกองกำลังลิเบียที่จงรักภักดีต่อกัดดาฟีใช้เฮลิคอปเตอร์ทหารยิงจรวดและปืนกลเข้าใส่กลุ่มผู้ต่อต้านในหลายเมืองที่พยายามรุกคืบเข้าใกล้กรุงตริโปลี ทั้งนี้ การปะทะกันอย่างดุเดือดทำให้กองทัพของกัดดาฟีชิงเมืองบิน จาวัด และราส ลานุฟ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงกลับมาได้สำเร็จ
แต่ทว่าในระหว่างการสู้รบ กองทัพกัดดาฟีกลับเสียทีให้กับกลุ่มต่อต้านในเมืองมิสราตา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงตริโปลีไปทางตะวันออก 120 กม. โดยกลุ่มต่อต้านได้ลวงให้รถถังของฝ่ายทหารรุกคืบเข้าไปด้านใน ก่อนจะเข้าปิดล้อมและเปิดฉากยิงถล่มด้วยปืนต่อต้านอากาศยานและปืนค. การยิงปะทะกันครั้งนี้เกิดขึ้นนานถึง 5 ชั่วโมง และในที่สุดฝ่ายต่อต้านยังคงรักษาเมืองนี้ไว้ได้
สถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นทำให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลลิเบียเปิดทางให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บโดยเร่งด่วน ซึ่งล่าสุดรัฐมนตรีต่างประเทศของกัดดาฟีตกลงให้มีการส่งทีมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าไปยังกรุงตริโปลีแล้ว ขณะที่ยูเอ็นได้แต่งตั้งให้ อับเดลิลาห์ อัล คาทิบ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศจอร์แดน เป็นทูตพิเศษยูเอ็น รับหน้าที่หารือฉุกเฉินกับรัฐบาลลิเบียอีกด้วย
ทั้งนี้ เหตุการณ์วุ่นวายในโลกอาหรับส่งผลให้ตลาดหุ้นเอเชีย ซึ่งเปิดทำการเป็นวันแรกของสัปดาห์ปรับร่วงลงถ้วนหน้า โดยดัชนีนิกเกอิปรับลดลง 188.64 จุด หรือ 1.76% มาปิดที่ 10,505.02 จุด ดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง ปิดลบ 95.67 จุด หรือ 0.41% มาอยู่ที่ 23,313.19 จุด ดัชนีคอสปิ เกาหลีใต้ ร่วงลง 24.41 จุด หรือ 1.22% มาอยู่ที่ 1,980.27 จุด







