posttoday
แก๊งไซเบอร์อินเดียเจาะตลาดตะวันตก เสียหายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

แก๊งไซเบอร์อินเดียเจาะตลาดตะวันตก เสียหายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

06 ตุลาคม 2569

แก๊งหลอกลวงไซเบอร์จากอินเดียขยายเครือข่ายข้ามพรมแดน เจาะเหยื่อสหรัฐฯ อังกฤษ ออสเตรเลีย และแคนาดา ขณะที่พื้นที่ยากจนบางแห่งกลายเป็นฐานเศรษฐกิจอาชญากรรม

KEY

POINTS

  • เครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์จากอินเดียกำลังขยายเป้าหมายไปยังประเทศตะวันตก เช่น สหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา
  • การหลอกลวงผ่านคอลเซ็นเตอร์สร้างความเสียหายทั่วโลกประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยใช้กลโกงหลากหลายรูปแบบ เช่น การปลอมเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค
  • อาชญากรรมไซเบอร์ได้กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในบางพื้นที่ของอินเดีย โดยอาศัยแรงงานต้นทุนต่ำและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในการเข้าถึงเหยื่อ

อาชญากรรมไซเบอร์ของอินเดียกำลังขยับจากปัญหาอาชญากรรมภายในประเทศไปสู่ประเด็นเศรษฐกิจข้ามพรมแดน

 

เมื่อเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และกลุ่มหลอกลวงสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบการเงิน และแรงงานต้นทุนต่ำเชื่อมต่อเหยื่อในประเทศตะวันตกได้โดยตรง
 

ข้อมูลที่เผยแพร่โดย The Diplomat เมื่อเดือนกันยายน 2026 ซึ่งอ้างงานวิจัยจากเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับ Indian Institute of Technology-Kanpur (IIT-Kanpur) ระบุว่า

 

การฉ้อโกงผ่านคอลเซ็นเตอร์จากอินเดียสร้างความเสียหายทั่วโลกราว 10,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี โดยเหยื่อสำคัญอยู่ในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดา

 

ขณะที่ความเสียหายจากการหลอกลงทุนคริปโตแบบ “Pig Butchering” ในอินเดียถูกประเมินว่ามีมูลค่ามากกว่า 3,600 ล้านดอลลาร์ในปี 2024

 

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 10,000 ล้านดอลลาร์ควรอ่านในฐานะ “ประมาณการ” ไม่ใช่ตัวเลขความเสียหายที่ทางการอินเดียรับรองโดยตรง

 

ขณะที่ข้อมูลของรัฐบาลอินเดียยืนยันว่าประเทศกำลังเผชิญปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ในวงกว้าง โดย National Crime Records Bureau (NCRB) มีข้อมูลคดีอาชญากรรมไซเบอร์ที่รายงานถึงปี 2024 และรัฐบาลได้จัดตั้ง Indian Cyber Crime Coordination Centre (I4C) เพื่อประสานงานรับมือปัญหาในระดับประเทศ

 

จากจามตาราถึงเมวัต ฐานอาชญากรรมเติบโตจากเศรษฐกิจท้องถิ่น

 

หนึ่งในลักษณะสำคัญของอุตสาหกรรมหลอกลวงในอินเดีย คือการเกิดขึ้นของพื้นที่ซึ่งอาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชน

 

จามตาราในรัฐฌารขัณฑ์เคยถูกเรียกว่าเป็นศูนย์กลางการหลอกลวงทางโทรศัพท์ของอินเดีย ขณะที่พื้นที่อย่างนูห์ (Nuh) หรือเมวัต รวมถึงภารัตปุระและมัถุรา กลายเป็นฐานสำคัญแห่งใหม่

 

งานศึกษาของ Future Crime Research Foundation (FCRF) ซึ่งเป็นองค์กรที่บ่มเพาะโดย IIT-Kanpur ระบุว่า 10 เขตที่มีสัดส่วนคดีอาชญากรรมไซเบอร์สูงสุด

 

ได้แก่ ภารัตปุระ 18%, มัถุรา 12%, นูห์ 11%, เทโอการ์ 10%, จามตารา 9.6% และพื้นที่อื่น ๆ โดยรวมคิดเป็นประมาณ 80% ของการเกิดคดีที่งานศึกษานำมาวิเคราะห์
แก๊งไซเบอร์อินเดียเจาะตลาดตะวันตก เสียหายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

ข้อมูลดังกล่าวทำให้ภาพของ “Jamtara” ไม่ได้หมายถึงเพียงพื้นที่เดียวอีกต่อไป แต่สะท้อนการก่อตัวของเครือข่ายอาชญากรรมที่สามารถเคลื่อนย้ายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ใหม่ได้ เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มกดดันจุดเดิม

 

รายงานจาก Indian Express ในปี 2026 ยังพบการขยายตัวของเครือข่ายลักษณะ “Mini Jamtara” ในหมู่บ้านของมัถุรา โดยตำรวจพบหมายเลขโทรศัพท์ประมาณ 7,000 หมายเลขและบัญชีธนาคารราว 1,400 บัญชีที่เชื่อมโยงกับหมู่บ้าน 18 แห่งในพื้นที่ดังกล่าว

 

จุดสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีขั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “ห่วงโซ่การผลิต” ของอาชญากรรม ตั้งแต่คนโทรศัพท์หลอกเหยื่อ ผู้จัดหาบัญชีธนาคาร ผู้จัดหาซิม ไปจนถึงผู้โอนเงินและผู้ควบคุมเครือข่าย

 

4 กลโกงหลัก เปลี่ยนความกลัวเป็นเงิน

 

รูปแบบที่สร้างความเสียหายต่อเหยื่อในต่างประเทศมีตั้งแต่กลโกงด้านเทคนิคซัพพอร์ต การปลอมตัวเป็นหน่วยงานรัฐ ไปจนถึงการหลอกลงทุนและ “Digital Arrest”

 

กลโกงด้านเทคนิคซัพพอร์ตใช้วิธีสร้างข้อความแจ้งเตือนปลอมว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ติดไวรัสหรือบัญชีถูกบุกรุก ก่อนหลอกให้เหยื่อเปิดทางให้ผู้โทรเข้าถึงเครื่องจากระยะไกล จากนั้นจึงชักจูงให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน

 

อีกวิธีคือการปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น หน่วยงานภาษี ตำรวจ หรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง โดยสร้างสถานการณ์ว่าเหยื่อกำลังมีคดีหรือมีความผิด และต้องชำระเงินเพื่อยุติปัญหา

 

ส่วน “Digital Arrest” เป็นรูปแบบที่สร้างแรงกดดันทางจิตวิทยามากขึ้น มิจฉาชีพอาจใช้วิดีโอคอล เครื่องแบบตำรวจ เอกสารราชการ หรือหมายจับปลอม เพื่อทำให้เหยื่อเชื่อว่ากำลังถูกดำเนินคดีและต้องอยู่ในสายตลอดเวลา

 

ข้อมูลที่เผยแพร่ในอินเดียระบุว่า กลโกง Digital Arrest ส่งผลกระทบต่อชาวอินเดียมากกว่า 92,000 รายในปี 2024

 

บัญชีม้า–ซิมผี กลไกหลังบ้านของเงินหลอกลวง

 

เมื่อเหยื่อถูกหลอก เงินจำเป็นต้องถูกเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็ว นี่ทำให้ “บัญชีม้า” กลายเป็นโครงสร้างสำคัญของธุรกิจอาชญากรรมไซเบอร์

 

ในเดือนมิถุนายน 2025 Central Bureau of Investigation (CBI) ของอินเดียเปิดเผยว่า พบบัญชีม้าประมาณ 850,000 บัญชีในสาขาธนาคารมากกว่า 700 แห่ง

 

จากการสอบสวน Operation Chakra-V โดยบัญชีเหล่านี้ถูกใช้เพื่อรับ โอน และถอนเงินที่เชื่อมโยงกับการฉ้อโกง

 

CBI ระบุด้วยว่าบัญชีบางส่วนถูกเปิดโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน KYC (การรู้จักลูกค้า) และการตรวจสอบสถานะลูกค้าอย่างเพียงพอ

 

ขณะที่การสอบสวนพบผู้เกี่ยวข้องทั้งเจ้าของบัญชี คนกลาง ตัวแทนธนาคาร และบุคคลที่ช่วยจัดตั้งบัญชี

 

ด้านโทรคมนาคมก็มีช่องโหว่ในลักษณะเดียวกัน โดย Hyderabad Cyber Crime Police ระบุในการปฏิบัติการ “Operation Octopus 3.0”

 

เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ว่า สามารถติดตามซิมที่เชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงได้ 1,194 หมายเลข และจับกุมผู้ต้องสงสัย 66 รายจากการปฏิบัติการใน 13 รัฐ

 

โครงสร้างเหล่านี้สะท้อนว่าอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ได้ทำงานเป็น “คอลเซ็นเตอร์” เพียงอย่างเดียว แต่มีระบบหลังบ้านที่เกี่ยวข้องกับธนาคาร โทรคมนาคม การยืนยันตัวตน และการเคลื่อนย้ายเงิน

 

สหรัฐฯ ตลาดใหญ่ของแก๊งหลอกลวงข้ามชาติ

 

ฝั่งสหรัฐฯ เผชิญความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

รายงาน Internet Crime Report 2025 ของ FBI ระบุว่า Internet Crime Complaint Center (IC3) ได้รับคำร้องเรียนมากกว่า 1 ล้านเรื่อง

 

และความเสียหายที่รายงานรวมเกือบ 21,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 เพิ่มขึ้นจากปี 2024 ขณะที่ผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปรายงานความเสียหายประมาณ 7,700 ล้านดอลลาร์

 

กรณีที่สะท้อนการเชื่อมโยงระหว่างสหรัฐฯ กับคอลเซ็นเตอร์ในอินเดียเกิดขึ้นที่รัฐแมริแลนด์ โดยการสอบสวนพบว่าเหยื่อมากกว่า 650 รายสูญเงินรวมกว่า 48 ล้านดอลลาร์จากคอลเซ็นเตอร์ 3 แห่งในอินเดีย

 

มิจฉาชีพใช้ทั้งการปลอมตัวเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ

 

ตัวเลขนี้สะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่าคดีใดคดีหนึ่ง เพราะเครือข่ายสามารถแบ่งงานกันทำข้ามประเทศ ขณะที่เหยื่อและเงินอยู่คนละเขตอำนาจศาลกับผู้ปฏิบัติการ

 

อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนาดา รับแรงกระแทกเช่นกัน

 

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ที่สหรัฐฯ โดยออสเตรเลียรายงานว่า ในปี 2025 ความเสียหายจากการหลอกลวงที่รวบรวมจากหลายหน่วยงานอยู่ที่ 2,180 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย เพิ่มขึ้น 7.8% จากปีก่อน และมีรายงานการหลอกลวง 481,523 เรื่อง

 

ข้อมูลของออสเตรเลียยังชี้ว่า “การหลอกลงทุน” เป็นประเภทที่สร้างความเสียหายสูงสุดในปี 2025 อยู่ที่ 837.7 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย ตามด้วยการหลอกให้เปลี่ยนเส้นทางการชำระเงินและกลโกงความสัมพันธ์

 

สำหรับแคนาดา รายงานที่อ้างในบทวิเคราะห์ของ The Diplomat ระบุว่า ความเสียหายจากการฉ้อโกงที่มีการรายงานในปี 2024 อยู่ที่ 461 ล้านดอลลาร์ แต่เนื่องจากอัตราการแจ้งเหตุอาจอยู่เพียง 5–10% จึงมีการประเมินว่าความเสียหายจริงอาจสูงกว่านั้นมาก

 

ภาพรวมจึงสะท้อนตลาดขนาดใหญ่ที่อาชญากรไซเบอร์สามารถเลือกโจมตีได้จากระยะไกล โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในประเทศเดียวกับเหยื่อ

 

เมื่ออาชญากรรมกลายเป็น “อุตสาหกรรมแรงงาน”

 

ประเด็นที่น่าจับตาที่สุดของอินเดียอาจไม่ใช่เพียงจำนวนเงินที่สูญเสีย แต่คือการที่อาชญากรรมไซเบอร์บางพื้นที่เริ่มทำหน้าที่คล้ายตลาดแรงงานนอกระบบ

 

ในพื้นที่ที่งานทางการมีจำกัด การหลอกลวงทางโทรศัพท์สามารถสร้างรายได้โดยใช้ต้นทุนเริ่มต้นไม่สูง

 

ขณะที่แรงงานจำนวนหนึ่งมีทักษะภาษาอังกฤษและสามารถสื่อสารกับเหยื่อในประเทศตะวันตกได้

 

นี่ทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากกว่าการไล่จับมิจฉาชีพเป็นรายคน เพราะเมื่อฐานเศรษฐกิจของพื้นที่ยังไม่เปลี่ยน เครือข่ายใหม่สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากเครือข่ายเดิมถูกทลาย

 

ขณะเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายต้องเผชิญปัญหาข้ามเขตแดน ทั้งการติดตามเงิน บัญชีม้า หมายเลขโทรศัพท์ เซิร์ฟเวอร์ และตัวผู้กระทำผิดที่อาจอยู่คนละประเทศ

 

ดังนั้น การปราบปรามจึงไม่ใช่เพียงภารกิจของตำรวจไซเบอร์ แต่เกี่ยวข้องกับธนาคาร ผู้ให้บริการโทรคมนาคม แพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานรัฐหลายประเทศ

 

อินเดียเองเดินหน้าปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ CBI ใช้ Operation Chakra เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการจัดการเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และบัญชีม้า

 

โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า การกวาดล้างแต่ละครั้งจะสามารถตัด “โครงสร้างเศรษฐกิจ” ของอาชญากรรมได้หรือไม่

 

เพราะหากจัดการได้เพียงผู้โทรหรือบัญชีปลายทาง แต่ยังมีแรงงาน แหล่งเงิน ระบบโทรคมนาคม และช่องโหว่ทางการเงินรองรับ เครือข่ายใหม่ก็มีโอกาสกลับมาได้อีก

 

สำหรับโลกตะวันตก ปัญหานี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจดิจิทัลที่เชื่อมโยงตั้งแต่ตลาดแรงงานท้องถิ่น ระบบธนาคาร ไปจนถึงการเคลื่อนย้ายเงินข้ามประเทศ
 

ข่าวล่าสุด

ปรมาณูเพื่อสันติ เปิดมุมมองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ยันความมั่นคงต้องคู่ความปลอดภัย

ปรมาณูเพื่อสันติ เปิดมุมมองโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ยันความมั่นคงต้องคู่ความปลอดภัย