
ตลาดหุ้นสหรัฐผันผวนก่อนปิดลบ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกรอบ 3 ปี
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ผันผวนก่อนปิดลบ หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในกว่า 3 ปี พร้อมส่งสัญญาณเดินหน้าคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ราคาน้ำมันยังสูง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงในวันพุธ (16 ก.ย.) หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน
Fed ระบุในแถลงการณ์ประกอบการตัดสินใจว่า คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ และมีแนวโน้มเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระยะใกล้ เพื่อเร่งให้เงินเฟ้อลดลงตามเป้าหมาย
เควิน วอร์ช ประธาน Fed กล่าวว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้นนับจากการประชุมครั้งก่อน แต่แนวโน้มเงินเฟ้อยังแทบไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทำให้ Fed จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อไป
ก่อนการประกาศมติ Fed ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ตลาดปรับตัวขึ้น โดยหุ้นกลุ่มชิปฟื้นตัวและช่วยหนุน Nasdaq ขณะที่ข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งสะท้อนว่าผู้บริโภคยังคงใช้จ่าย แม้เผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพ โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซิน
S&P 500 ลดลง 33.48 จุด หรือ 0.43% ปิดที่ 7,552.88 จุด
Nasdaq ลดลง 3.15 จุด หรือเกือบ 0% ปิดที่ 25,978.43 จุด
Dow Jones ลดลง 608.42 จุด หรือ 1.17% ปิดที่ 51,484.69 จุด
สถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นอีกปัจจัยกดดันตลาด โดยซาอุดีอาระเบียส่งเครื่องบินโจมตีเยเมน ขณะที่กลุ่มกบฏฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านยิงโดรนและขีปนาวุธโจมตีเมืองต่างๆ ของซาอุฯ สะท้อนความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างขึ้น
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันปรับลดลง หลังมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียเสนอขายน้ำมันดิบเพิ่มเติมผ่านโอมาน ช่วยคลายความกังวลด้านอุปทาน ขณะที่สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลงน้อยกว่าคาด โดยราคาน้ำมันดิบยังเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในช่วง 2 สัปดาห์ครึ่งที่ผ่านมา
ราคาน้ำมัน Brent ลดลง 2.92 ดอลลาร์ หรือ 2.7% อยู่ที่ 105.83 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ลดลง 3.32 ดอลลาร์ หรือ 3.1% อยู่ที่ 102.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาทองสปอตลดลง 1.2% มาอยู่ที่ 4,240.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังร่วงกลับทิศจากช่วงก่อนหน้า ซึ่งเคยพุ่งขึ้นกว่า 1% แตะระดับสูงสุดระหว่างวันที่ 4,365.57 ดอลลาร์ โดยการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed หนุนค่าเงินดอลลาร์และกดดันสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำ







