
เฟดงัดไม้แข็ง! ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ 2023 สกัดเงินเฟ้อ
เฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
KEY
POINTS
- เฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2023
- ภาวะเงินเฟ้อที่กลับมาพุ่งสูงตั้งแต่ต้นปี เป็นผลพวงจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันราคาพลังงานให้ผันผวน ผนวกกับความกังวลเรื่องเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรม AI
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่พลิกทิศทางเศรษฐกิจ ท่ามกลางผลกระทบอย่างหนักจากวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง
การขยับขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี (นับตั้งแต่ปี 2023) และเป็นการลบล้างการหั่นดอกเบี้ย 1 ใน 3 ครั้งที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยเฟดตั้งเป้ากลับมาใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวด เพื่อชะลอความร้อนแรงของการใช้จ่าย และสกัดไม่ให้ปัญหาเงินเฟ้อฝังรากลึกไปกว่านี้
ปัจจัยหลักที่ทำให้เฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย มาจากสงครามที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความขัดแย้งกับอิหร่านที่เข้ามาป่วนตลาดพลังงาน จนดันให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปีและเสี่ยงที่จะลุกลามเป็นวงกว้าง
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดยังเริ่มกังวลว่า เม็ดเงินมหาศาลที่แห่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจสร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
แน่นอนว่าผลกระทบที่ตามมาคือต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมชาวอเมริกันที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้าน รถยนต์ หรือสินเชื่อประเภทอื่นๆ
ขณะเดียวกัน การขึ้นดอกเบี้ยในจังหวะที่เศรษฐกิจมีสัญญาณเปราะบาง อาจยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง และเพิ่มความเสี่ยงที่ความพยายามสกัดเงินเฟ้อของเฟดในรอบนี้ อาจต้องแลกมาด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน
อีกด้านหนึ่ง มติของเฟดรอบนี้ถือเป็นการประเดิมผลงานชิ้นสำคัญของ 'เควิน วอร์ช' (Kevin Warsh) ในฐานะประธานเฟดคนใหม่
ทว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจสวนทางกับความต้องการของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้ที่เลือกเขามาดำรงตำแหน่งนี้ด้วยตัวเอง เนื่องจากผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกโรงกดดันให้เฟดหั่นดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง
วอร์ชเปิดการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยระบุชัดเจนว่า "การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น"
ประธานเฟดคนใหม่กล่าวเสริมว่า "ตัวชี้วัดต่างๆ ทั้งตัวเลขการจ้างงานใหม่ ผลประกอบการของภาคเอกชน และเม็ดเงินลงทุนจากภาคธุรกิจ ล้วนส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางเศรษฐกิจเชิงบวก"
เขายังประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจหลักของเฟดว่ายังคงอยู่ใน "เกณฑ์ดี" แต่ปัญหาที่น่ากังวลและต้องเร่งแก้ไขคือภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงจนเกินไป
"อัตราเงินเฟ้อทะลุเป้าหมายของเรามานานกว่า 5 ปีแล้ว ดังนั้น ภารกิจสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการรักษาเสถียรภาพด้านราคา เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเงินเฟ้อพุ่งสูงและยืดเยื้อมานานเกินไปแล้ว" วอร์ชกล่าวย้ำทิ้งท้าย







