
คืบ น้ำท่วมหิมาลัยดับ 359 สูญหายเกือบ 1,000 คน เตือนเกิดเหตุซ้ำ
คืบน้ำป่าไหลหลากจากธารน้ำแข็งถล่มในหิมาลัย คร่าชีวิตอย่างน้อย 359 ราย สูญหายเกือบ 1,000 คน เนปาล-จีน เตือนเสี่ยงเกิดเหตุซ้ำ
จากเหตุการณ์ น้ำท่วมฉับพลันครั้งใหญ่ในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย หลังธารน้ำแข็งพังถล่ม ส่งผลให้มวลน้ำ น้ำแข็ง หิน โคลน และเศษซากไหลทะลักลงมาตามลำน้ำ กวาดหมู่บ้านและโครงสร้างพื้นฐานตามแนวชายแดนเนปาล-จีน
ความคืบหน้าล่าสุด พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 359 คน และสูญหายเกือบ 1,000 คน โดยในจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติอย่างน้อย 540 คน ขณะที่จีนรายงานผู้สูญหายในเขตจี๋หลงของทิเบต 558 คน รวมชาวต่างชาติ 260 คน และมีผู้เสียชีวิต 3 คน
ทางการเนปาลใช้เฮลิคอปเตอร์ค้นหาผู้รอดชีวิตและลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือประชาชนหลายพันคนที่ถูกตัดขาดจากพื้นที่อื่น ขณะที่เจ้าหน้าที่ในเขตจิตวันสามารถเก็บกู้ร่างผู้เสียชีวิตได้ 103 ราย หลังถูกกระแสน้ำพัดลงสู่พื้นที่ราบ
ผู้ประสบภัยรายหนึ่งเล่าว่า กระแสน้ำมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับระเบิด ทำให้ประชาชนแทบไม่มีเวลาเตรียมตัว ขณะที่หมู่บ้านหลายแห่งถูกทำลาย ถนนและสะพานเสียหายจนชุมชนจำนวนมากถูกตัดขาด
เตือนน้ำทะเลสาบทะลักซ้ำ
สถานการณ์ยังน่ากังวล เนื่องจากเศษซากที่กีดขวางแม่น้ำโภเตโกชีก่อให้เกิดทะเลสาบแห่งใหม่ในเนปาล ซึ่งระดับน้ำกำลังเพิ่มสูงขึ้นและเสี่ยงพังทะลัก
ด้านจีนเตือนว่า ในช่วง 3 วันอาจมีน้ำประมาณ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร ไหลเข้าสู่ทะเลสาบที่มีเขื่อนกั้นอยู่แล้ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะเอ่อล้น โดยคาดว่าปริมาณน้ำจะขึ้นถึงจุดสูงสุดราววันที่ 1 กันยายน
บริเวณด่านชายแดนจี๋หลงของจีนได้รับความเสียหายอย่างหนัก อาคารและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดถูกโคลนและเศษซากทำลาย ขณะที่ทีมกู้ภัยยังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดได้ เนื่องจากถนนถูกปิดกั้น
หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เดินทางลงพื้นที่ประสบภัยเมื่อวันพฤหัสบดี สะท้อนถึงระดับความสำคัญที่รัฐบาลจีนประเมินเหตุการณ์ครั้งนี้
นักวิทยาศาสตร์ชี้โลกร้อนอาจเพิ่มความเสี่ยง
นักธรณีวิทยาจีนระบุว่า มวลน้ำแข็งและเศษซากเคลื่อนตัวด้วยความเร็วประมาณ 50 เมตรต่อวินาที หรือราว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ประชาชนมีเวลาเพียงเล็กน้อยในการหลบหนี
ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า แม้ยังไม่สามารถระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุโดยตรงของธารน้ำแข็งถล่ม แต่ภาวะโลกร้อนและการละลายของน้ำแข็งอาจทำให้พื้นที่ภูเขาสูงมีความไม่เสถียรมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุพังถล่มครั้งใหญ่ในอนาคต







