
สหรัฐฯ ประกาศ ‘Economic D-Day’ คว่ำบาตรอิหร่าน บีบเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สหรัฐฯ ขยายคว่ำบาตรเพิ่มเติม หวังตัดเส้นทางการเงินของอิหร่าน เตือนประเทศที่ยังทำธุรกิจเสี่ยงถูกตัดออกจากระบบดอลลาร์
สหรัฐฯ ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่ออิหร่าน โดยหวังตัด “เส้นเลือดทางเศรษฐกิจทุกเส้น” ที่หล่อเลี้ยงรัฐบาลเตหะราน ขณะที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกดดันให้อิหร่านยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานเกือบ 6 เดือน ซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้นและกระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก
Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศสิ่งที่เรียกว่า “Economic D-Day” โดยระบุว่าเป็นการส่งสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายไปยังประเทศต่าง ๆ ให้ยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับอิหร่าน มิฉะนั้นบริษัทและหน่วยงานสำคัญของประเทศเหล่านั้นอาจถูกตัดออกจากระบบการเงินที่ใช้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ
Bessent กล่าวว่า สหรัฐฯ กำลังเปิดฉากการโจมตีทางเศรษฐกิจต่อเครือข่ายทางการเงินของอิหร่านทั่วโลก โดยมีเป้าหมายตัดช่องทางรายได้ที่ช่วยพยุงรัฐบาลเตหะราน จนกว่าอิหร่านจะถูกโดดเดี่ยวทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ไม่ได้เปิดเผยว่าประเทศใดจะตกเป็นเป้าหมาย หรือมาตรการลงโทษจะเริ่มมีผลเมื่อใด
สหรัฐฯ หวังบีบอิหร่านยุติโจมตีเส้นทางเดินเรือ
มาตรการล่าสุดเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามกดดันอิหร่านให้ยุติการโจมตีเรือในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงการโจมตีผ่านพันธมิตรในทะเลแดง ซึ่งเกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์
อย่างไรก็ตาม อิหร่านระบุว่าแรงกดดันดังกล่าวจะให้ผลตรงกันข้าม และชี้ว่าสหรัฐฯ ใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านมานานหลายทศวรรษ แม้มาตรการเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก แต่ยังไม่สามารถทำให้ผู้นำอิหร่านเปลี่ยนแปลงนโยบายได้
ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อเกือบ 6 เดือนส่งผลให้การเดินเรือในภูมิภาคติดขัด กระทบการขนส่งน้ำมัน และเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลก
ด้านราคาน้ำมันปรับตัวลดลงในวันจันทร์ หลังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรและรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ
จีนถูกจับตา เหตุเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือบทบาทของจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Bessent เคยเรียกร้องให้จีนให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ แต่การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐฯ ที่กลับมาใช้ตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันอิหร่านที่ไหลเข้าสู่จีนลดลงแล้ว
นักวิเคราะห์มองว่า สหรัฐฯ ระมัดระวังการคว่ำบาตรธนาคารจีน เนื่องจากอาจนำไปสู่มาตรการตอบโต้จากปักกิ่ง ก่อนการหารือที่คาดว่าจะเกิดขึ้นระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเดือนหน้า โดยเฉพาะประเด็นแร่ธาตุสำคัญที่มีความอ่อนไหวสูง
เมื่อถูกถามถึงธนาคารจีน Bessent ระบุว่า “ไม่มีใครอยู่นอกเหนือขอบเขตของมาตรการคว่ำบาตรสหรัฐฯ”
กระทรวงการต่างประเทศจีนตอบโต้ว่า การคว่ำบาตรและการใช้แรงกดดันไม่ช่วยแก้ปัญหา พร้อมระบุว่าจีนจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า ได้ติดตามเครือข่าย ตัวกลาง และช่องทางการเงินที่อิหร่านใช้ลักลอบส่งออกน้ำมันและหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อจัดการกับแหล่งรายได้ที่สหรัฐฯ มองว่าเป็นรายได้ผิดกฎหมายของอิหร่าน
สหรัฐฯ ระบุว่า ภาคส่วนสำคัญ 5 ด้านที่อิหร่านใช้พยุงเศรษฐกิจ ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ พร้อมเตือนว่าภาคส่วนเหล่านี้อาจเผชิญมาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติม โดยก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้คว่ำบาตรบุคคล นิติบุคคล และเรือเกือบ 60 รายการแล้ว
อิหร่านเตือนเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทรัมป์ยังเคยขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน เช่น ตุรกี อิรัก และอินเดีย แม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะมีคำตัดสินยกเลิกฐานทางกฎหมายสำหรับการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว
อิหร่านออกมาตอบโต้ด้วยการเตือนเรือพาณิชย์ไม่ให้ผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ โดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมระบุรายชื่อเรือ 45 ลำที่อ้างว่าละเมิดกฎ และขู่ว่าจะตอบโต้หากมีการถ่ายโอนสินค้าระหว่างเรือที่เกี่ยวข้องกับเรือเหล่านั้น
ขณะเดียวกัน Asim Munir ผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทรัมป์ เดินทางเยือนอิหร่านเมื่อวันจันทร์ เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาค โดยแหล่งข่าวปากีสถานระบุว่า หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง
แม้สหรัฐฯ และอิหร่านไม่ได้โจมตีกองกำลังของกันและกันทางอากาศมาหลายสัปดาห์ แต่การโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังคงเกิดขึ้น ขณะที่การเจรจาโดยตรงอย่างเป็นทางการครั้งล่าสุดระหว่างสองฝ่ายเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน
ล่าสุด มีรายงานว่าโพรเจกไทล์พุ่งเข้าใส่เรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งทางตะวันตกของเมืองยานบู ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในทะเลแดง ทำให้เกิดเพลิงไหม้บนดาดฟ้าหลัก
โฆษกของกลุ่มฮูตี ซึ่งเป็นพันธมิตรของอิหร่าน อ้างว่าได้โจมตีเรือลำหนึ่งในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่บริษัทเดินเรือแห่งชาติของซาอุดีอาระเบียยืนยันว่าเรือของบริษัทหนึ่งลำถูกโจมตี สะท้อนว่าความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลางยังคงอยู่ แม้สหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านอย่างต่อเนื่อง







