
ถอด 3 มุมมองไฟใต้ BRN คือโจทย์หลัก แต่รัฐต่างกันที่วิธีตีปัญหา
สุรชาติ ฉัตรชัย และสุณัย เห็นตรงกันว่า BRN ยังเป็นแกนหลักของความรุนแรง แต่ต่างกันชัดเจนเรื่องภัยแทรกซ้อน ช่องโหว่รัฐ และมาตรการรับมือ
KEY
POINTS
- ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 มุมมองเห็นตรงกันว่า BRN ยังคงเป็นตัวแสดงหลักและเป็นโจทย์สำคัญของปัญหาความไม่สงบในชายแดนใต้ โดยยังคงมีศักยภาพในการปฏิบัติการและไม่ได้อ่อนกำลังลง
- ความแตกต่างที่สำคัญคือการตีความปัญหา โดยนักวิชาการด้านความมั่นคงเน้นว่ารัฐต้องแยก BRN ซึ่งเป็น "เรื่องหลัก" ออกจากภัยแทรกซ้อน ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงมองว่าเป็นเครือข่ายซับซ้อนที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์และการเมืองท้องถิ่น
- แนวทางการแก้ปัญหาที่เสนอนั้นแตกต่างกัน ตั้งแต่การทบทวนยุทธศาสตร์ของรัฐ การปรับมาตรการความมั่นคง ไปจนถึงการใช้เกมรุกในเวทีระหว่างประเทศเพื่อกดดันและตัดเครือข่ายของ BRN
เหตุรุนแรงหลายสิบจุดพร้อมกันในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังเปิดโจทย์ใหญ่กว่า คำถามเพียงว่า “ใครเป็นผู้ก่อเหตุ” หลังผ่านความขัดแย้งมายาวนานว่า รัฐบาล เข้าใจโครงสร้างของปัญหาไฟใต้มากเพียงใด และยุทธศาสตร์ที่ใช้อยู่ยังตอบสถานการณ์ได้หรือไม่
เมื่อวางมุมมองของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง, ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และ สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย เทียบเคียงกัน จะพบจุดร่วมสำคัญว่า ทั้ง3คน ไม่ได้มองว่า BRN หมดสภาพหรืออ่อนกำลังลง ตรงกันข้าม สะท้อนว่าขบวนการยังสามารถจัดกำลัง ปฏิบัติการพร้อมกันหลายพื้นที่ และดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่เครือข่ายได้
แต่สิ่งที่ทั้งสาม “เห็นไม่เหมือนกัน” คือ น้ำหนักของปัจจัยแทรกซ้อน ความรับผิดชอบของรัฐ และวิธีเดินเกมต่อจากนี้
จุดร่วมใหญ่ BRN ยังเป็นแกนกลางของปัญหา
ดร.สุรชาติ ย้ำชัดว่า หากจะวิเคราะห์ไฟใต้ รัฐต้องแยก “เรื่องหลัก” ออกจาก “เรื่องรอง” ให้ได้ โดยเรื่องหลักยังหนีไม่พ้น BRN และเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน ส่วนอาชญากรรม สินค้าหนีภาษี ยาเสพติด ธุรกิจสีเทา หรือการเมืองท้องถิ่น เป็นภัยแทรกซ้อนที่มีอยู่มานาน ไม่ใช่คำอธิบายใหม่ของสถานการณ์
สุณัย ให้น้ำหนักไปในทิศทางเดียวกัน โดยมองว่า การปฏิบัติการพร้อมกันหลายพื้นที่เป็นการประกาศศักยภาพว่า แม้รัฐดำเนินมาตรการด้านความมั่นคงต่อเนื่องมานาน BRN ก็ยังไม่ยุบตัว และยังสามารถรักษาเครือข่ายในพื้นที่ รวมถึงเติมกำลังคนรุ่นใหม่เข้ามาได้
ฉัตรชัย ในฐานะฝ่ายความมั่นคงก็ไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของ BRN แต่เพิ่มชั้นของคำอธิบายว่า เหตุการณ์อาจเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ตั้งแต่การตอบโต้การปฏิบัติการเชิงรุกของรัฐ การสร้างแรงกดดันเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการพูดคุย ไปจนถึงผลประโยชน์ของกลุ่มอิทธิพลและความขัดแย้งทางการเมืองท้องถิ่น
ตรงนี้เองคือรอยแยกสำคัญของการ “ตีโจทย์”
สุรชาติเตือน อย่าเอาเรื่องรองขึ้นมาแทนเรื่องหลัก
มุมของดร.สุรชาติค่อนข้างตรงไปตรงมา หากรัฐให้น้ำหนักกับภัยแทรกซ้อนมากเกินไป คำถามจะย้อนกลับมาว่า แล้ว BRN มีสถานะอย่างไรกันแน่
หากการก่อเหตุจำนวนมาก เกิดจากการรับจ้างของธุรกิจสีเทาหรือการเมืองท้องถิ่นจริง BRN ก็อาจถูกลดสถานะเหลือเพียงกลไกรับงาน ซึ่งเท่ากับว่ารัฐต้องกลับไปทบทวนยุทธศาสตร์ที่ใช้มายาวนาน รวมถึงเหตุผลของกระบวนการพูดคุยสันติภาพด้วย
ดร.สุรชาติจึงมองว่า ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เพียงการหาว่าใครอยู่เบื้องหลังแต่ละจุด แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “ยุทธศาสตร์หลักของรัฐคืออะไร”
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามหนักไปถึงประสิทธิภาพของฝ่ายความมั่นคง โดยเห็นว่ารัฐมีข้อมูลแจ้งเตือนล่วงหน้าอยู่แล้ว ปัญหาจึงอาจไม่ใช่ความล้มเหลวด้านข่าวกรอง แต่เป็นความล้มเหลวในการเตรียมพร้อมและการตั้งรับ เมื่อผู้ก่อเหตุจำนวนมากสามารถเคลื่อนไหวพร้อมกันหลายพื้นที่โดยไม่ถูกสกัดตั้งแต่ต้น
สำหรับดร.สุรชาติ เหตุการณ์นี้จึงเป็นสัญญาณให้รัฐต้อง “ทบทวนปัญหา ทบทวนความคิด” ตั้งแต่ระดับยุทธศาสตร์จนถึงการเลือกผู้บังคับบัญชาและระบบปฏิบัติการในพื้นที่
ฉัตรชัยมองปัญหาเป็นเครือข่ายหลายชั้น
ฝ่าย สมช. มองภาพต่างออกไปเล็กน้อย โดยไม่ปฏิเสธแกน BRN แต่เห็นว่าในพื้นที่จริง เส้นแบ่งระหว่างอุดมการณ์ การเมืองท้องถิ่น และผลประโยชน์ผิดกฎหมายอาจไม่ได้แยกขาดจากกัน
ฉัตรชัยอธิบายว่า ขบวนการบางส่วนต้องมีรายได้หล่อเลี้ยงกิจกรรม จึงอาจเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมาย ขณะที่กลุ่มอิทธิพลก็อาจใช้เครือข่ายผู้ก่อเหตุเพื่อประโยชน์ของตัวเอง เกิดเป็นความสัมพันธ์แบบ “ผลประโยชน์ร่วมกัน”
นอกจากนี้ ยังให้คำอธิบายต่อช่องโหว่ด้านความมั่นคงว่า ช่วงที่สถานการณ์ดูคลี่คลาย รัฐลดด่านตรวจและยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกและลดผลกระทบต่อประชาชน แต่ผลอีกด้านคือความเข้มข้นของกำลังและการตรวจตราลดลง จนกลายเป็นช่องว่างให้ผู้ก่อเหตุใช้ประโยชน์
มุมของ สมช. จึงไม่ได้มองว่าเหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนเพียง “รัฐพลาด” แต่เป็นผลจากการปรับระดับมาตรการความมั่นคงในช่วงก่อนหน้า ซึ่งเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ช่องว่างเดิมก็ถูกใช้โจมตีรัฐกลับมา
อย่างไรก็ตาม จุดยืนสำคัญยังชัดเจนว่า รัฐจะไม่ยอมให้ความรุนแรงถูกใช้เป็นเครื่องมือบังคับให้เข้าสู่โต๊ะเจรจาหรือกำหนดทิศทางการพูดคุย
สุณัยเสนอตัดเครือข่าย BRN ในระดับสากล
มุมที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดมาจากสุณัย ซึ่งไม่ได้หยุดอยู่ที่การวิเคราะห์ศักยภาพของ BRN แต่เสนอให้รัฐบาลเพิ่มแรงกดดันในระดับระหว่างประเทศ
ด้วยเพราะมองว่า การโจมตีพลเรือนควรถูกพิจารณาอย่างจริงจัง ภายใต้กรอบ “ผู้ก่อการร้าย” หรือ “อาชญากรสงคราม” เพื่อเปิดทางให้รัฐใช้กลไกระหว่างประเทศตัดเส้นทางการเงิน จำกัดการเดินทาง ตรวจสอบทรัพย์สิน และกดดันประเทศที่อาจถูกใช้เป็นพื้นที่พักพิงหรือเคลื่อนไหวของเครือข่าย
สุณัยยังเตือนว่า BRN ไม่ได้รักษาอิทธิพลด้วยอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ทั้งการสร้างความหวาดกลัวต่อผู้ที่ร่วมมือกับรัฐ และการสร้างความเกลียดชังรัฐเพื่อรักษาฐานมวลชน
ดังนั้น สำหรับสุณัย การแก้ปัญหาจึงต้องตัดทั้ง “กำลังคน เงิน และพื้นที่ทางการเมือง” ของขบวนการ พร้อมระวังการใช้ข้อมูลข่าวสารหรือประเด็นทางการเมืองมาบดบังคำถามหลักว่า ใครเป็นผู้ใช้ความรุนแรงและมีเป้าหมายอะไร
3มุมมอง หนึ่งโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล
เมื่อวางทั้ง3มุมมองเข้าด้วยกัน ภาพที่ได้ไม่ใช่ข้อถกเถียงว่า BRN มีอยู่จริงหรือไม่ เพราะทั้งสามเห็นตรงกันว่าขบวนการยังเป็นตัวแปรสำคัญ และเหตุการณ์ล่าสุดสะท้อนศักยภาพที่รัฐไม่อาจประเมินต่ำได้
ความแตกต่างอยู่ที่ “รัฐควรมองผ่านเลนส์ใด”
ดร.สุรชาติ ให้น้ำหนักกับการกลับไปจัดลำดับปัญหาใหม่และตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของยุทธศาสตร์รัฐ ฉัตรชัยมองความจริงในพื้นที่เป็นโครงข่ายหลายชั้นที่มีทั้งอุดมการณ์ ผลประโยชน์ และการเมืองเข้ามาซ้อนกัน ขณะที่สุณัยต้องการให้รัฐเดินเกมรุกจากในพื้นที่ออกสู่เวทีระหว่างประเทศ เพื่อตัดศักยภาพของ BRN อย่างเป็นระบบ
โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เลือกเชื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องตอบให้ได้ว่า อะไรคือ “เรื่องหลัก” อะไรคือ “ภัยแทรกซ้อน” ช่องโหว่ใดทำให้ผู้ก่อเหตุเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน และมาตรการใดจะลดศักยภาพของขบวนการได้โดยไม่สร้างปัญหาใหม่ตามมา
เพราะหากนิยามปัญหาผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้เพิ่มกำลัง เพิ่มด่าน หรือเปิดโต๊ะพูดคุยมากเพียงใด ยุทธศาสตร์ทั้งหมดก็อาจกำลังยิงไปคนละเป้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
แหล่งที่มาประกอบบทวิเคราะห์ : รายการคมชัดลึก (คลิกชม)







