
ตลาดหุ้นสหรัฐลบต่อเนื่อง หุ้นเทคร่วง ฉุดดัชนี หลังบอนด์ยีลด์พุ่ง
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ หลังหุ้นชิปถูกเทขายหนัก ขณะความตึงเครียดตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันและบอนด์ยีลด์พุ่ง กังวลเงินเฟ้อ-ต้นทุนกู้ยืม
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงในวันอังคาร (18 สิงหาคม) โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ปรับตัวลงอย่างหนัก หลังความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้นักลงทุนกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับต้นทุนการกู้ยืมและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
ความหวังต่อการบรรลุสันติภาพในตะวันออกกลางที่ลดลงทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025
แรงขายหุ้นเทคโนโลยีรุนแรงเป็นพิเศษ โดยดัชนี Philadelphia SE Semiconductor Index ร่วงลง 5% เนื่องจากนักลงทุนลดการถือครองหุ้นที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นอย่างมากจากกระแสความต้องการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นทำให้ต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น และลดมูลค่าที่นักลงทุนยอมจ่ายให้กับหุ้นที่มีศักยภาพสร้างกำไรในอนาคต โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีราคาสูงจากความคาดหวังต่อการเติบโตในระยะยาว
ดัชนี S&P 500 ลดลง 53.30 จุด หรือ 0.69% ปิดที่ 7,691.76 จุด
ขณะที่ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 355.20 จุด หรือ 1.33% ปิดที่ 26,289.71 จุด
นับเป็นการปรับตัวลงรายวันที่รุนแรงที่สุดของทั้งสองดัชนีนับตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ส่วนดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 116.38 จุด หรือ 0.22% ปิดที่ 53,343.40 จุด
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นปัจจัยฉุดดัชนีมากที่สุด และยังเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลงแรงที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์ โดยลดลง 1.9%
หุ้นเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญต่อตลาด นำโดย Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก ซึ่งร่วงลง 2.3% ขณะที่ Micron Technology ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำลดลง 7% หลังจากราคาหุ้นเพิ่งพุ่งขึ้นเกือบ 18% ในช่วง 5 วันทำการก่อนหน้า
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ หลังอิหร่านระบุว่าจะเปลี่ยนไปใช้ท่าทีทางทหารที่แข็งกร้าวมากขึ้น และช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงปิดอยู่ ขณะที่สหรัฐฯ ปฏิเสธการขยายข้อตกลงหยุดยิง
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังปรับขึ้นในกรอบจำกัด โดยสัญญาน้ำมันดิบ Brent ปิดเพิ่มขึ้น 15 เซนต์ หรือ 0.17% ที่ 91.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 44 เซนต์ หรือ 0.52% ปิดที่ 84.94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งสองสัญญาปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม
ด้านราคาทองคำปรับตัวลง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ขณะที่ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยิ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และลดความน่าสนใจของทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ย
ราคาทองสปอตลดลง 1.1% มาอยู่ที่ 4,364.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 1.2% ปิดที่ 4,420.60 ดอลลาร์ต่อออนซ์







