posttoday
เด็กเกิดน้อย เอกชนกระอัก! จีนสั่งปิด รร.ประถม-อนุบาล 30,000 แห่ง

เด็กเกิดน้อย เอกชนกระอัก! จีนสั่งปิด รร.ประถม-อนุบาล 30,000 แห่ง

20 กรกฎาคม 2569

วิกฤตเด็กเกิดน้อยในจีนเริ่มส่งผลกระทบอย่างหนักต่อระบบการศึกษา ล่าสุดพบโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษากว่า 30,000 แห่งต้องปิดตัวลงภายในปีเดียว

ปี 2025 ที่ผ่านมา จีนปิดโรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษาลงเกือบ 30,000 แห่ง ซึ่งเป็นสัญญาณชี้ชัดว่าวิกฤตประชากรเกิดใหม่ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องกำลังส่งผลกระทบและพลิกโฉมระบบการศึกษาของจีนครั้งใหญ่

 

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงศึกษาธิการของจีนยังเผยให้เห็นแนวโน้มที่สวนทางกันอย่างชัดเจน เพราะในขณะที่ภาคการศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษากำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็ว สถาบันระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษากลับต้องเร่งขยายตัว เพื่อรองรับกลุ่มนักเรียนจำนวนมหาศาลที่เกิดในยุคเบบี้บูมก่อนหน้านี้

 

เด็กเกิดน้อย เอกชนกระอัก! จีนสั่งปิด รร.ประถม-อนุบาล 30,000 แห่ง

 

โรงเรียนเอกชนแบกต้นทุนอ่วม ชิงนักเรียนดุเดือด

 

ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่า ในปี 2025 เพียงปีเดียว มีโรงเรียนอนุบาลในจีนปิดตัวลงถึง 21,400 แห่ง ส่งผลให้ปัจจุบันเหลือโรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศ 231,900 แห่ง หากคิดเป็นค่าเฉลี่ยจะพบว่ามีโรงเรียนอนุบาลต้องปิดกิจการถึงเกือบ 59 แห่งต่อวัน ในขณะเดียวกัน จำนวนเด็กที่เข้าเรียนระดับปฐมวัยก็ลดลงราว 10% หรือหายไปกว่า 3.58 ล้านคน ทำให้ยอดนักเรียนอนุบาลเหลือเพียง 32.25 ล้านคน

 

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้หนักที่สุดคือ "ภาคเอกชน" แม้ปัจจุบันจีนจะมีโรงเรียนอนุบาลเอกชน 120,800 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 52.1% ของสถานศึกษาระดับปฐมวัยทั้งหมด แต่กลับมีสัดส่วนนักเรียนเข้าเรียนเพียง 40.6%

 

ปัจจัยสำคัญเป็นเพราะผู้ปกครองกว่า 91.5% เลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนใน "โรงเรียนอนุบาลแบบเรียนร่วม" (Inclusive Kindergartens) ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลและมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า บีบให้โรงเรียนอนุบาลเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มพรีเมียม ต้องเผชิญกับการแข่งขันแย่งชิงนักเรียนอย่างดุเดือด และต้องแบกรับภาระต้นทุนจากที่นั่งว่างจำนวนมาก

เด็กเกิดน้อย เอกชนกระอัก! จีนสั่งปิด รร.ประถม-อนุบาล 30,000 แห่ง

 

ประถมศึกษาวิกฤตไม่แพ้กัน ยอดนักเรียนหาย 4 ล้านคน

 

ด้านสถานการณ์ของโรงเรียนประถมศึกษาก็ซบเซาลงไม่ต่างกัน โดยในปี 2025 มีโรงเรียนประถมปิดตัวลงประมาณ 8,000 แห่ง เหลืออยู่ 128,300 แห่ง ซึ่งถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดในรอบ 5 ปี ขณะที่ยอดรับนักเรียนใหม่ลดลงจากปีก่อนหน้า 9.6% เหลือเพียง 14.61 ล้านคน ส่วนยอดรวมของนักเรียนประถมทั้งระบบหายไปถึง 4.06 ล้านคน

 

วิกฤตจำนวนนักเรียนที่หดตัวอย่างรวดเร็วเกิดขึ้นหลังจากที่จีนเพิ่งมีจำนวนนักเรียนเข้าใหม่พุ่งสูงสุดที่ 18.77 ล้านคนไปเมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นผลพลอยได้ระยะสั้นจากนโยบาย "ลูกสองคน" (Two-child policy) เมื่อปี 2016 ที่ทำให้อัตราการเกิดขยับขึ้นชั่วคราว 

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากจำนวนเด็กเกิดใหม่เริ่มชะลอตัวลงในปี 2017 และดิ่งลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา ประชากรเด็กที่จะก้าวเข้าสู่วัยเรียนชั้นประถมในช่วงปี 2024 - 2025 จึงลดฮวบลงตามไปด้วย

 

มัธยมฯ-อุดมศึกษา สวนกระแสเด็กทะลักล้นระบบ

 

ในขณะที่เด็กระดับปฐมวัยลดลง จำนวนนักเรียนในระดับชั้นที่สูงขึ้นกลับมีแนวโน้มล้นระบบ โดยในปี 2025 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมียอดรับนักเรียนใหม่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แตะที่ 18.52 ล้านคน ส่งผลให้ยอดรวมนักเรียนมัธยมต้นเพิ่มขึ้น 1.23 ล้านคน เป็น 55.09 ล้านคน

 

ส่วนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายยิ่งเห็นภาพการขยายตัวที่ชัดเจนขึ้น โดยจำนวนโรงเรียนมัธยมปลายสายสามัญเพิ่มขึ้น 300 แห่ง รวมเป็น 16,100 แห่งทั่วประเทศ และมียอดรับนักเรียนใหม่สูงถึง 10.74 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 3.7% จากปีก่อนหน้า

 

ปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายในปัจจุบัน คือเด็กที่เกิดในช่วงปี 2008-2010 ซึ่งเป็นยุคที่อัตราการเกิดของจีนค่อนข้างคงที่ โดยมีเด็กเกิดใหม่ราว 16 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ข้อมูลคาดการณ์ทางประชากรศาสตร์จาก จาง หลี่หลง (Zhang Lilong) และทีมวิจัยจาก Capital University of Economics and Business ชี้ว่า จำนวนประชากรวัยเรียนมัธยมปลายของจีนจะยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะแตะจุดสูงสุดในช่วงราวปี 2029

 

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ขณะที่โรงเรียนอนุบาลและประถมศึกษากลุ่มเอกชนกำลังหดตัวลง โรงเรียนมัธยมปลายเอกชนกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดด ในปี 2025 จีนมีโรงเรียนมัธยมปลายเอกชนถึง 5,003 แห่ง มีนักเรียนรวม 6.01 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 20% ของนักเรียนมัธยมปลายทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงเป็นประวัติการณ์ในรอบหลายปี

 

ในทางกลับกัน สายอาชีวศึกษากลับมีแนวโน้มหดตัวลง เนื่องจากนักเรียนหันไปเลือกเรียนสายสามัญกันมากขึ้น ส่งผลให้ยอดนักเรียนอาชีวะระดับมัธยมปลายลดลงถึง 1.1 ล้านคนในปี 2025

 

เด็กเกิดน้อย เอกชนกระอัก! จีนสั่งปิด รร.ประถม-อนุบาล 30,000 แห่ง

 

ปริมาณครูหดตัว แต่คุณภาพสูงขึ้น

 

การเปลี่ยนแปลงทางประชากรยังส่งผลกระทบต่อภาพรวมของบุคลากรทางการศึกษา แม้จำนวนครูโดยรวมจะลดลง แต่คุณภาพด้านวุฒิการศึกษากลับสูงขึ้น ในปี 2025 จำนวนครูตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมปลายลดลงเหลือ 15.68 ล้านคน ซึ่งเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นปีที่สอง โดยอัตราการลดลงส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในระดับการศึกษาปฐมวัย

 

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันครูระดับประถมศึกษาถึง 85.3% สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับระดับ 70.3% ในปี 2021

 

เมื่อพิจารณาถึงการศึกษาระดับอุดมศึกษา การขยายตัวยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง อัตราการเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยของจีนพุ่งแตะ 61.3% ในปี 2025 ครอบคลุมสถาบันการศึกษา 3,167 แห่ง และนับเป็นครั้งแรกที่จีนสามารถผลิตมหาบัณฑิต (ปริญญาโท) ได้มากกว่า 1 ล้านคน และดุษฎีบัณฑิต (ปริญญาเอก) มากกว่า 100,000 คนได้ภายในปีเดียว

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขยายหลักสูตรปริญญาตรีสายอาชีพให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ส่งผลให้มีผู้สำเร็จการศึกษาจากสายนี้ทะลุ 80,000 คนในปี 2025 จากสถาบันเฉพาะทาง 87 แห่งทั่วประเทศ

 

แผนพัฒนาฯ 5 ปีฉบับใหม่ เร่งรับมือโครงสร้างประชากร 

 

ล่าสุด รัฐบาลปักกิ่งได้กำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรอย่างเป็นรูปธรรม โดยคณะรัฐมนตรีจีน (State Council) เพิ่งเผยแพร่ "แผนพัฒนาการศึกษา 5 ปี ฉบับที่ 15" ซึ่งครอบคลุมระยะเวลาตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030 กรอบนโยบายนี้มุ่งเน้นการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดจากจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลงและการเปลี่ยนผ่านช่วงวัยอย่างชัดเจน

 

สาระสำคัญของแผนดังกล่าว ครอบคลุมถึงการปรับปรุงและเปลี่ยนรูปแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่โรงเรียนที่ถูกปล่อยทิ้งร้างในระดับชั้นต่างๆ รวมถึงการบริหารจัดการจัดสรรบุคลากรทางการศึกษาใหม่

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำสั่งให้จัดตั้ง "ระบบเตือนภัยล่วงหน้า" เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงทางประชากร พร้อมทั้งกำชับให้รัฐบาลท้องถิ่นทุกแห่งรักษาระดับงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาของรัฐ ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อย่างเข้มงวด

ข่าวล่าสุด

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอังคารที่ 21 ก.ค. 69

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันอังคารที่ 21 ก.ค. 69