
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ แรงขายหุ้นชิปกดดันตลาด แม้เศรษฐกิจแกร่ง
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบ หลังหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วงกดดัน Nasdaq และ S&P 500 แม้ผลประกอบการ-ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่ง ขณะสงครามอิหร่านดันความเสี่ยงตลาด
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดการซื้อขายในวันพฤหัสบดี (17 ก.ค.) ปรับตัวลดลง โดยแรงขายในกลุ่มหุ้นเซมิคอนดักเตอร์กดดันดัชนี Nasdaq และ S&P 500 อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะออกมาแข็งแกร่ง และผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทจดทะเบียนเริ่มต้นได้ดีก็ตาม สะท้อนว่านักลงทุนยังคงกังวลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีที่อยู่ในระดับสูง
ดัชนี Dow Jones Industrial Average ลดลง 105.32 จุด หรือ 0.20% ปิดที่ 52,553.32 จุด ขณะที่ S&P 500 ลดลง 38.63 จุด หรือ 0.51% ปิดที่ 7,533.77 จุด และ Nasdaq Composite ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง ร่วงลง 387.28 จุด หรือ 1.47% ปิดที่ 25,881.95 จุด
ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 กลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยร่วง 1.8% ขณะที่หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ดิ่งลงถึง 4.3% ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดอย่างชัดเจน
แม้ TSMC ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ของโลก จะรายงานกำไรไตรมาสล่าสุดเพิ่มขึ้นถึง 77% จากปีก่อน ซึ่งสะท้อนความต้องการชิปที่ยังแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ กลับปรับลดลง 2.3% สะท้อนว่านักลงทุนคาดหวังต่อผลประกอบการของบริษัทในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ไว้ในระดับสูง หลังราคาหุ้นของกลุ่มนี้พุ่งขึ้นเกือบ 70% ตั้งแต่ต้นปี
ด้านข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ประกาศล่าสุดยังคงส่งสัญญาณเชิงบวก โดยยอดค้าปลีกพื้นฐานขยายตัวแข็งแกร่ง จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายใหม่ลดลง และภาคการผลิตในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือฟื้นตัวอย่างโดดเด่น
อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจ หลังยอดทำสัญญาซื้อบ้านรอปิดการขายลดลงมากกว่าที่คาด ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการสร้างบ้านอ่อนแอลง จากต้นทุนการกู้ยืมที่ยังอยู่ในระดับสูงและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ถูกกดดัน
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอย่างใกล้ชิด หลังทั้งสองฝ่ายยังคงเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่อเนื่อง ส่งผลให้ข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนก่อนแทบหมดความหมาย อย่างไรก็ตาม การที่อิหร่านปล่อยตัวพลเมืองสหรัฐฯ รายหนึ่ง ทำให้ตลาดยังคงคาดหวังว่าทั้งสองฝ่ายอาจหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่สงครามเต็มรูปแบบได้
น้ำมันอ่อนตัว แต่ยังอยู่ในระดับสูงจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
ราคาน้ำมันดิบโลกปิดลดลงราว 1% แต่ยังเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังทวีความรุนแรง โดยมีรายงานว่าอิหร่านได้ขอให้กลุ่มฮูตีในเยเมนเตรียมพร้อมปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านทะเลแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าพลังงานที่สำคัญของโลก
สัญญาน้ำมันดิบ Brent ปิดที่ 84.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 72 เซนต์ หรือ 0.9% ส่วนสัญญาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ ปิดที่ 78.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ลดลง 65 เซนต์ หรือ 0.8% แม้ระหว่างวันทั้งสองสัญญาจะเคยปรับขึ้นมากกว่า 1%
ทองคำร่วงกว่า 2% รับบอนด์ยีลด์พุ่ง
ด้านราคาทองคำปรับตัวลดลงกว่า 2% แตะระดับต่ำสุดในรอบกว่า 2 สัปดาห์ หลังราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น และเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้ออาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
ราคาทองสปอตลดลง 1.9% มาอยู่ที่ 3,984.64 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ ปิดลดลง 1.5% ที่ 3,992.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์







