
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วง หุ้นชิปดิ่ง ราคาน้ำมันพุ่งหลังสหรัฐกดดันอิหร่าน
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดลบจากความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่รุนแรงขึ้น ดันราคาน้ำมันพุ่ง กดดันหุ้นเทคโนโลยี ขณะนักลงทุนจับตาเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ยเฟด
ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลดลงในวันจันทร์ (14 ก.ค.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศกลับมาใช้มาตรการปิดล้อมการขนส่งทางทะเลของอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านทวีความรุนแรง กระตุ้นราคาน้ำมันดิบพุ่งเกือบ 10% และฉุดความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่เผชิญแรงขายหนัก
ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปิดที่ 52,498.70 จุด ลดลง 138.31 จุด หรือ 0.26% ขณะที่ S&P 500 ลดลง 59.92 จุด หรือ 0.79% ปิดที่ 7,515.47 จุด และ Nasdaq Composite ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูง ร่วงแรงที่สุด 408.43 จุด หรือ 1.55%ปิดที่ 25,873.18 จุด
แรงกดดันสำคัญมาจากหุ้นกลุ่มชิป ซึ่งเป็นผู้นำตลาดมาตลอดกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ปรับตัวลงมากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ขณะที่หุ้น SanDisk, Marvell Technology และ Intel ร่วงลงระหว่าง 6.1-12.6%
สงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุอีกครั้ง ดันราคาน้ำมันพุ่ง
ความวิตกของตลาดเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีทางอากาศตอบโต้กันอย่างหนักตลอดช่วงสุดสัปดาห์ ส่งผลให้ทรัมป์ประกาศฟื้นมาตรการปิดล้อมการเดินเรือของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ อิหร่านประกาศปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ส่งผลให้การขนส่งพลังงานผ่านเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก ขณะที่ทรัมป์ยืนยันว่าจะรักษาเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แม้ว่าสหรัฐฯ ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ดังกล่าวได้
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทันที โดย น้ำมันดิบ WTI ปิดที่ 78.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเพิ่มขึ้น 9.4% หรือ 6.73 ดอลลาร์ ส่วน Brent ปิดที่ 83.30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 9.6% หรือ 7.29 ดอลลาร์
แม้ว่าหุ้นกลุ่มพลังงานจะได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้น แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงขายในหุ้นเทคโนโลยี ส่งผลให้ตลาดโดยรวมยังคงปิดในแดนลบ
ตลาดจับตาเฟด ประเมินผลกระทบเงินเฟ้อ
นักลงทุนยังเตรียมรับมือกับสัปดาห์สำคัญที่เต็มไปด้วยปัจจัยเศรษฐกิจ ทั้งการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อ และการแถลงต่อสภาคองเกรสของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) คนใหม่ ซึ่งจะให้การต่อคณะกรรมาธิการในวันอังคารและวันพุธ
ประเด็นสำคัญที่ตลาดจับตาคือผลกระทบของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านต่อเงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในระยะต่อไป
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า ตลาดเริ่มให้น้ำหนักต่อความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปี หลังราคาพลังงานที่พุ่งสูงอาจผลักดันเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
ในสัปดาห์นี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ มีกำหนดเผยแพร่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ประจำเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประเมินว่าความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อมากน้อยเพียงใด
ราคาทองคำร่วง 3% กังวลดอกเบี้ยสูงนาน
ด้านตลาดทองคำกลับเคลื่อนไหวสวนทางกับน้ำมัน โดยราคาทองคำโลกปรับตัวลดลงกว่า 3% ติดต่อกันเป็นวันที่สอง หลังนักลงทุนประเมินว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับมาสูง และส่งผลให้เฟดจำเป็นต้องคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงเป็นเวลานาน
ราคาทองสปอตปิดที่ 3,996.76 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ลดลง 3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ ปิดลดลง 2.6% อยู่ที่ 4,005.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์







