
ทรัมป์ลั่นข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน "สิ้นสุดแล้ว" หลังโจมตีฐานทัพ ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง
ทรัมป์ชี้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน "จบแล้ว" หลังเตหะรานโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย ดันราคาน้ำมันพุ่งกว่า 5% ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามขยายวง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า ข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน "สิ้นสุดลงแล้ว" หลังอิหร่านเปิดฉากโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต เพื่อตอบโต้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ส่งผลให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และผลักดันราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์
ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวก่อนเข้าร่วมการประชุมสุดยอดนาโตในกรุงอังการา ประเทศตุรกี โดยเมื่อถูกถามว่าบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สหรัฐฯ และอิหร่านลงนามร่วมกันเมื่อเดือนก่อนยังมีผลหรือไม่ เขาตอบว่า
"สำหรับผม ข้อตกลงนั้นจบแล้ว ผมไม่ต้องการเจรจากับพวกเขาอีก"
พร้อมใช้ถ้อยคำรุนแรงวิจารณ์ผู้นำอิหร่าน และระบุว่า การเจรจากับรัฐบาลเตหะรานเป็น "การเสียเวลา"
ความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังอิหร่านยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในบาห์เรนและคูเวต เพื่อตอบโต้ที่กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกสินค้าในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน
เหตุการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้ความพยายามเปลี่ยนข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ซึ่งทั้งสองฝ่ายบรรลุร่วมกันเมื่อเดือนที่ผ่านมา ให้กลายเป็นข้อตกลงสันติภาพถาวร ต้องเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น หลังสงครามที่เริ่มต้นจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่านกลับมาปะทุอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้กลับมาบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านอีกครั้ง โดยยกเลิกใบอนุญาตพิเศษที่เคยอนุญาตให้อิหร่านจำหน่ายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดโลกได้จนถึงวันที่ 21 สิงหาคม ตามกรอบข้อตกลงชั่วคราว พร้อมกำหนดให้การทำธุรกรรมทั้งหมดต้องยุติภายในวันที่ 17 กรกฎาคม
เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า การโจมตีเรือพาณิชย์ในช่องแคบฮอร์มุซเป็นสิ่งที่ "ไม่อาจยอมรับได้โดยสิ้นเชิง" และจะต้องได้รับการตอบโต้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานตอบสนองทันที โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้นกว่า 5% แตะ 77.98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) เพิ่มขึ้นกว่า 5% สู่ระดับ 74.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน
ด้านบริษัทวิเคราะห์ตลาดพลังงาน PVM ระบุว่า มีรายงานเรือบรรทุกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างน้อย 4 ลำ ตัดสินใจยกเลิกหรือเปลี่ยนเส้นทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านประกาศว่า เส้นทางเดินเรือที่ปลอดภัยเพียงเส้นทางเดียวคือเส้นทางที่ได้รับการกำหนดจากรัฐบาลเตหะราน
ก่อนหน้านี้ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนก่อน ราคาน้ำมันโลกปรับตัวลดลงกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าจะมีอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางกลับเข้าสู่ตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การกลับมาปะทุของความขัดแย้งได้เปลี่ยนมุมมองของนักลงทุนอย่างรวดเร็ว
แม้อิหร่านจะปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุโจมตีเรือพาณิชย์ แต่กาตาร์กล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการโจมตี รวมถึงเหตุโดรนโจมตีเรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของกาตาร์ จนเกิดเพลิงไหม้ในห้องเครื่อง
ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านและโอมาน ถือเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยก่อนเกิดสงคราม มีน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลวคิดเป็นประมาณ 20% ของการค้าพลังงานโลกที่ขนส่งผ่านเส้นทางแห่งนี้ในแต่ละวัน
นักวิเคราะห์เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงักเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ราคาพลังงานทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนเชื้อเพลิง รวมถึงเศรษฐกิจของหลายประเทศ
แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนยันว่า คณะเจรจาทั้งสองฝ่ายยังคงพยายามผลักดันการเจรจาข้อตกลงถาวรด้วยความสุจริตใจ แต่การตอบโต้ทางทหารระลอกล่าสุดได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อกระบวนการทางการทูต และเพิ่มความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายตัว จนทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างวอชิงตันและเตหะรานต้องหยุดชะงักอีกครั้ง







