
บริษัทน้ำมันสหรัฐกำไรพุ่ง เสี่ยงปะทะทรัมป์เรื่องราคาน้ำมัน
บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐเตรียมประกาศกำไรไตรมาส 2 สูงสุดในรอบหลายปี ท่ามกลางแรงกดดันจากโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เร่งลดราคาน้ำมันก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
บริษัทน้ำมันรายใหญ่ของสหรัฐกำลังจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสูงที่สุดในรอบหลายปี สร้างความกังวลว่าอาจนำไปสู่ความขัดแย้งกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังกดดันอุตสาหกรรมน้ำมันให้เร่งลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายนนี้
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Exxon Mobil และ Chevron จะรายงานกำไรสุทธิในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก หลังราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านที่เริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้อุปทานเชื้อเพลิงโลกตึงตัวและราคาพลังงานปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
กำไรของอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐจึงมีแนวโน้มแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดพลังงานโลกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
อย่างไรก็ตาม ผลกำไรที่พุ่งขึ้นอาจกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันถือเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญของทรัมป์และพรรครีพับลิกันมาโดยตลอด ขณะที่ราคาน้ำมันเบนซินที่ยังอยู่ในระดับสูงกำลังสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาล และเปิดโอกาสให้พรรคเดโมแครตใช้เป็นประเด็นหาเสียงเพื่อชิงเสียงข้างมากกลับคืนในรัฐสภาสหรัฐ
ผลสำรวจหลายสำนักยังสะท้อนว่า คะแนนนิยมของทรัมป์ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยประชาชนจำนวนไม่น้อยมองว่าความขัดแย้งกับอิหร่านไม่คุ้มค่ากับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น
รัฐบาลสหรัฐได้ขอให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบความเป็นไปได้ของการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน ขณะที่นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตือนผู้ผลิตและโรงกลั่นน้ำมันว่า ทำเนียบขาวอาจใช้มาตรการทางปกครองเพิ่มเติม หากราคาขายปลีกน้ำมันไม่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ผู้บริหารบริษัทน้ำมันรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อกล่าวว่า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างรับรู้ถึงแรงกดดันทางการเมืองและกำลังหารือแนวทางรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
หลังการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติเมื่อเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์ประกาศเป้าหมายให้ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศลดลงเหลือประมาณ 2.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อแกลลอน (ประมาณ 81 บาท) จากระดับเฉลี่ยปัจจุบันราว 3.85 ดอลลาร์ต่อแกลลอน (ประมาณ 125 บาท) และต่ำกว่าระดับต่ำสุดในวาระการดำรงตำแหน่งปัจจุบันของเขาที่ 2.81 ดอลลาร์ต่อแกลลอน (ประมาณ 91 บาท)
แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมระบุว่า กลุ่มล็อบบี้ยิสต์ของบริษัทน้ำมันได้เพิ่มการพบปะเจ้าหน้าที่รัฐและสมาชิกรัฐสภา เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและลดแรงกดดันจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราคาน้ำมัน
ผู้บริหารบริษัทน้ำมันยืนยันว่า ผู้ผลิตมีอำนาจจำกัดในการกำหนดราคาขายปลีก เนื่องจากต้นทุนน้ำมันดิบคิดเป็นเพียงเกือบครึ่งหนึ่งของราคาที่ผู้บริโภคจ่าย ขณะที่ส่วนที่เหลือมาจากต้นทุนการกลั่น การขนส่ง การตลาด และภาษี
แม้ว่าราคาน้ำมันดิบโลกจะปรับตัวกลับมาอยู่ในระดับก่อนเกิดสงครามแล้ว แต่ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดความขัดแย้งประมาณ 22% นักวิเคราะห์ระบุว่า สาเหตุหลักมาจากปริมาณเชื้อเพลิงสำเร็จรูปในตลาดที่ยังตึงตัว รวมถึงสต็อกน้ำมันเบนซินที่อยู่ในระดับต่ำ ไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันดิบเท่านั้น
ด้านสถาบันปิโตรเลียมอเมริกัน (American Petroleum Institute) ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินไม่ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับราคาน้ำมันดิบเสมอไป โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโลกเผชิญวิกฤติด้านอุปทาน การกลั่น และปริมาณสำรองเชื้อเพลิง
ขณะที่สมาคมผู้ผลิตเชื้อเพลิงและปิโตรเคมีแห่งสหรัฐ (American Fuel & Petrochemical Manufacturers) ชี้ว่า นโยบายภาครัฐก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันต้นทุน โดยเฉพาะกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานเชื้อเพลิงชีวภาพที่กำหนดให้ผู้ค้าปลีกต้องจำหน่ายน้ำมันผสมเอทานอลหรือเชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่กำหนด
ทำเนียบขาวยืนยันว่า การลดราคาน้ำมันยังคงเป็นวาระสำคัญที่สุดของรัฐบาล พร้อมระบุว่าราคาน้ำมันดิบได้เริ่มอ่อนตัวลงหลังบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน และรัฐบาลกำลังประสานงานกับอุตสาหกรรมพลังงานเพื่อเร่งการอนุมัติโครงการและผ่อนคลายกฎระเบียบบางส่วน
สำหรับผลประกอบการ นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดว่า Exxon Mobil จะมีกำไรสุทธิหลังปรับรายการพิเศษประมาณ 15,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 515,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าจากไตรมาสแรก ส่วน Chevron คาดว่าจะมีกำไรประมาณ 9,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 321,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 เท่าเช่นกัน
นักวิเคราะห์ระบุว่า การเติบโตดังกล่าวไม่ได้มาจากการพลิกกลับของผลขาดทุนทางบัญชีจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนถึงปัจจัยพื้นฐานของตลาดพลังงานที่แข็งแกร่งขึ้น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากอุปสงค์ในตลาดโลก รวมถึงการส่งออกเชื้อเพลิงของสหรัฐที่ขยายตัว หลังโรงกลั่นในหลายประเทศได้รับผลกระทบจากสงคราม
แม้ผู้บริโภคสหรัฐยังต้องเผชิญภาระราคาน้ำมันที่สูง แต่นักวิเคราะห์ของ BMO Capital Markets คาดว่า บริษัทน้ำมันรายใหญ่จะเร่งซื้อหุ้นคืนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่อง สะท้อนกลยุทธ์ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นมากกว่าการเร่งเพิ่มกำลังการผลิต
ผู้บริหารบริษัทน้ำมันรายหนึ่งกล่าวทิ้งท้ายว่า อุตสาหกรรมไม่ต้องการถูกมองเป็นผู้ร้ายของสังคม แต่ต้องการให้ภาครัฐเข้าใจว่าธุรกิจพลังงานเป็นอุตสาหกรรมที่มีวัฏจักร และเมื่อราคาตลาดกลับเข้าสู่ช่วงขาลง ผู้ประกอบการก็เป็นผู้รับความเสี่ยงหลักเช่นกัน







