
เวียดนามผงาด! World Bank ขยับสถานะสู่ประเทศรายได้ปานกลางค่อนสูง
ธนาคารโลกประกาศยกระดับเวียดนามให้เป็นกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง หลังรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI) ทะลุเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
KEY
POINTS
- ธนาคารโลกประกาศให้เวียดนามขยับขึ้นเป็น "ประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง" อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 จากความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจต่อเนื่อง 4 ทศวรรษ
- รายได้ประชาชาติต่อหัวของเวียดนามในปี 2568 พุ่งแตะ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ แซงหน้าเกณฑ์ขั้นต่ำ พร้อมรับแรงหนุนจากตัวเลข GDP ที่โตถึงร้อยละ 5.9 และการปรับปรุงฐานข้อมูลประชากรใหม่
- รัฐบาลเวียดนามต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรม เพื่อก้าวข้ามการเป็นฐานผลิตต้นทุนต่ำ มุ่งสู่เป้าหมายใหญ่คือการเป็น "ประเทศรายได้สูง" ภายในปี 2588
ธนาคารโลกประกาศยกระดับสถานะเวียดนามขึ้นเป็นประเทศกลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (Upper-Middle-Income Economy) อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ตอกย้ำความสำเร็จจากการพลิกโฉมเศรษฐกิจเวียดนามตลอด 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่รัฐบาลริเริ่มนโยบายปฏิรูป "โด่ยเหมย" (Doi Moi) ซึ่งช่วยผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นมาทัดเทียมกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ในมุมมองของนักลงทุน การเลื่อนสถานะครั้งนี้มีความสำคัญทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงวิเคราะห์ เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังยกระดับอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การปรับสถานะใหม่ไม่ได้หมายความว่ามาตรฐานการครองชีพของประชาชนจะพุ่งสูงขึ้นในทันที แต่นัยสำคัญอยู่ที่การสะท้อนความก้าวหน้า ควบคู่ไปกับการชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเวียดนามจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวในการเป็น "ประเทศรายได้สูง" (High-Income Economy) ภายในปี 2588
เวียดนามขยับสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน
ในวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี ธนาคารโลกจะปรับปรุงการจัดกลุ่มรายได้ของแต่ละประเทศ องค์กรระดับโลกใช้วิธีคำนวณแบบแอตลาส (Atlas Method) โดยอ้างอิงข้อมูลรายได้ประชาชาติต่อหัวของปีก่อนหน้า
วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และสากลยอมรับให้เป็นมาตรฐานในการเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจ โดยแบ่งประเทศต่างๆ ออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มรายได้ต่ำ, กลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ, กลุ่มรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง และกลุ่มรายได้สูง ซึ่งผลการจัดกลุ่มจะมีผลบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนของปีถัดไป
จากข้อมูลปี 2568 รายได้ประชาชาติต่อหัวของเวียดนามปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4,970 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจาก 4,490 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ตัวเลขนี้สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 4,636 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เวียดนามผ่านเกณฑ์เข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูงได้อย่างสง่างาม
สำหรับการปรับปรุงข้อมูลในปีนี้ มี 5 ประเทศที่ขยับสถานะขึ้นมา ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา จอร์แดน และไมโครนีเซีย โดยธนาคารโลกไม่ได้ปรับลดสถานะประเทศใดเลย
เบื้องหลังความสำเร็จที่ยกระดับเศรษฐกิจเวียดนาม
รายงานระบุว่า การปรับสถานะไม่ได้มาจากตัวชี้วัดเพียงตัวเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยความสำเร็จประกอบกัน ได้แก่
- การเติบโตของ GDP และการปรับฐานข้อมูล: เวียดนามผลักดันตัวเลข GDP ในปี 2568 ให้เติบโตได้ถึงร้อยละ 5.9 ขณะที่ทิศทางอัตราแลกเปลี่ยนก็มีส่วนสนับสนุน แต่ปัจจัยชี้ขาดสำคัญที่ผลักดันให้เวียดนามก้าวข้ามเส้นแบ่ง คือการที่รัฐบาลปรับปรุงฐานข้อมูลการประมาณการประชากรใหม่
- ภาคการส่งออกที่แข็งแกร่ง: ภาคเศรษฐกิจในประเทศรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้อย่างดีเยี่ยม การส่งออกขยายตัวมากกว่าร้อยละ 15 ในช่วงปี 2567–2568 ฟันเฟืองนี้ตอกย้ำสถานะของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกระดับโลก
ทิศทางสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนเวียดนาม
รัฐบาล สถาบันการเงินระหว่างประเทศ และนักวิจัย ต่างใช้การจัดกลุ่มรายได้นี้เป็นเกณฑ์มาตรฐานประเมินระดับการพัฒนา สำหรับสถานะใหม่นี้อาจส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ในการรับสินเชื่อเงื่อนไขผ่อนปรนบางประเภท แม้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดนโยบายการลงทุนโดยตรง
สำหรับภาคธุรกิจและนักลงทุน การเลื่อนชั้นครั้งนี้ช่วยตอกย้ำชื่อเสียงของเวียดนามให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนที่มีวุฒิภาวะ ประชากรมีรายได้สูงขึ้น การบริโภคภายในประเทศขยายตัว และมีฐานอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้ามากขึ้น
ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ที่ต้องการลงทุนเวียดนาม โดยสะท้อนถึงผลจากการขยายตัวของภาคการผลิต การหลั่งไหลของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านบีบให้รัฐบาลเวียดนามต้องหันมาโฟกัสการยกระดับประสิทธิภาพการผลิต นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจัง เมื่อต้นทุนแรงงานในประเทศเริ่มปรับตัวสูงขึ้น เวียดนามมีความจำเป็นต้องขยับสายการผลิตไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้น (Move up the value chain) เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับประเทศฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่า







