
OPEC+ เพิ่มโควตาผลิตน้ำมันต่อเนื่อง ขณะวิกฤตฮอร์มุซยังกดดันตลาดโลก
OPEC+ อนุมัติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ขณะที่ตลาดจับตาความเสี่ยงจากภาวะอุปทานตึงตัวสู่ล้นตลาด
กลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) มีมติเห็นชอบเพิ่มเป้าหมายการผลิตน้ำมันดิบอีกครั้งในการประชุมเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นการปรับเพิ่มโควตาการผลิตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
การสู้รบที่ยืดเยื้อส่งผลให้ปริมาณน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก จนกลายเป็นวิกฤตด้านอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในตลาดพลังงานโลก โดยประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของ OPEC+ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถส่งมอบน้ำมันให้ลูกค้าได้ครบตามความต้องการตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นหลังจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวออกจากองค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) หลังเป็นสมาชิกมายาวนานเกือบ 60 ปี ส่งผลให้สมดุลภายในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
ก่อนหน้านี้ สมาชิกหลัก 7 ประเทศของ OPEC+ ซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต แอลจีเรีย คาซัคสถาน รัสเซีย และโอมาน ได้ทยอยเพิ่มโควตาการผลิตน้ำมันตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน รวมเกือบ 600,000 บาร์เรลต่อวัน
อย่างไรก็ตาม แม้เป้าหมายการผลิตจะถูกปรับเพิ่มขึ้น แต่การผลิตจริงกลับลดลงอย่างรุนแรงจากข้อจำกัดด้านการส่งออกของประเทศในอ่าวอาหรับ โดยข้อมูลของ OPEC ระบุว่า ปริมาณการผลิตน้ำมันของกลุ่มลดลงเหลือเฉลี่ย 33.19 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน จาก 42.77 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์
สำหรับมติล่าสุด สมาชิกทั้ง 7 ประเทศเห็นชอบให้เพิ่มโควตาการผลิตอีก 188,000 บาร์เรลต่อวัน เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับเดียวกับการปรับเพิ่มในเดือนมิถุนายน และลดลงเล็กน้อยจากระดับ 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายนและพฤษภาคม เพื่อสะท้อนผลจากการถอนตัวของยูเออี
ด้านกระทรวงน้ำมันอิรักเปิดเผยว่า ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว อิรักจะได้รับการปรับเพิ่มโควตาการผลิตอีก 26,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
นักวิเคราะห์มองว่าการเพิ่มกำลังการผลิตในเวลานี้อาจยังไม่ส่งผลต่ออุปทานในตลาดโลกมากนัก เนื่องจากปัญหาหลักยังอยู่ที่การปิดกั้นหรือข้อจำกัดในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ฮอร์เก เลออน นักวิเคราะห์จาก Rystad Energy และอดีตเจ้าหน้าที่โอเปก ระบุว่า การเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ แทบไม่มีความหมายตราบใดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาเปิดดำเนินการตามปกติ แต่หากเส้นทางดังกล่าวกลับมาใช้งานได้เต็มรูปแบบ ตลาดอาจเปลี่ยนจากความกังวลเรื่องการขาดแคลนน้ำมันไปสู่ความกังวลเรื่องอุปทานล้นตลาดได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบโลกเริ่มปรับตัวลดลง โดยล่าสุดเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังนักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของการเผชิญหน้าทางทหารรอบใหม่ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ทั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม ราคาน้ำมันอยู่ที่ประมาณ 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
การปรับเพิ่มกำลังการผลิตครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนทยอยยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิต 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่ง OPEC+ เคยตกลงร่วมกันเมื่อปี 2566 เพื่อพยุงเสถียรภาพราคาน้ำมันในตลาดโลก
จากการคำนวณล่าสุด กลุ่มประเทศหลักทั้ง 7 ประเทศยังมีปริมาณการผลิตอีกประมาณ 567,000 บาร์เรลต่อวันที่สามารถทยอยนำกลับเข้าสู่ตลาดได้ หากยังคงเพิ่มโควตาในอัตราใกล้เคียง 188,000 บาร์เรลต่อวันต่อเนื่องในเดือนสิงหาคมและกันยายน ก็อาจทำให้การยกเลิกมาตรการลดกำลังการผลิตชุดดังกล่าวเสร็จสิ้นภายในสิ้นไตรมาส 3 ของปีนี้
นอกจากนี้ ที่ประชุมรัฐมนตรีของสมาชิก OPEC+ ทั้งหมด 21 ประเทศ ยังมีมติคงนโยบายการผลิตน้ำมันโดยรวมของกลุ่มไว้ตามเดิมจนถึงสิ้นปี 2569 พร้อมยืนยันเดินหน้าทบทวนศักยภาพการผลิตของประเทศสมาชิก เพื่อใช้เป็นฐานอ้างอิงสำหรับการกำหนดโควตาการผลิตน้ำมันในปี 2570 ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางตลาดพลังงานโลกในระยะยาวต่อไป.







