
ทรัมป์ถึงปักกิ่ง หวังให้ช่วยคลี่คลายวิกฤตอิหร่าน แต่จีนยังลังเล
ทรัมป์เตรียมหารือสี จิ้นผิง หวังให้จีนกดดันอิหร่านยุติสงคราม แต่ปักกิ่งยังชั่งน้ำหนักผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์
สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในการพบกันระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ณ กรุงปักกิ่ง ท่ามกลางความคาดหวังจากวอชิงตันว่าปักกิ่งจะช่วยกดดันเตหะรานให้กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
การเยือนจีนครั้งนี้นับเป็นการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการของผู้นำสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี โดยทรัมป์เดินทางพร้อมคณะนักธุรกิจและผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก เช่น เจนเซน หวง แห่ง Nvidia และอีลอน มัสก์ ท่ามกลางการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากรัฐบาลจีน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าแม้จีนอาจช่วยผลักดันให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา แต่ปักกิ่งไม่น่าจะยอมลดการสนับสนุนทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน ซึ่งถือเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์สำคัญของจีนในตะวันออกกลาง
ปัจจุบันจีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดจากอิหร่าน และยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลเตหะราน ขณะที่สงครามทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง และเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก
แหล่งข่าวใกล้ชิดการหารือเปิดเผยว่า ทีมงานของทรัมป์หวังให้จีนใช้บทบาททางการทูตเพื่อโน้มน้าวอิหร่านให้บรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ โดยเชื่อว่าการยุติสงครามจะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย รวมถึงจีนเอง
อย่างไรก็ตาม จีนกำลังเผชิญสมการที่ซับซ้อน เนื่องจากแม้ปักกิ่งต้องการให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดเดินเรือได้ตามปกติ เพราะเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของจีน แต่อีกด้านหนึ่ง อิหร่านยังคงเป็นกลไกสำคัญในการถ่วงดุลอิทธิพลของสหรัฐฯ ในภูมิภาค
นักวิเคราะห์ด้านภูมิรัฐศาสตร์มองว่า จีนอาจไม่ต้องการเข้าไปมีบทบาทเชิงรุกมากเกินไป เพราะสงครามในตะวันออกกลางยังช่วยเบี่ยงเบนความสนใจด้านการทหารและการทูตของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของจีน
ด้านรัฐบาลทรัมป์ แม้จะมีเครื่องมือกดดันจีน ทั้งมาตรการคว่ำบาตรและภาษีการค้า แต่การใช้มาตรการรุนแรงต่อธนาคารจีนหรือภาคการเงินของจีน อาจย้อนกลับมาสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง
ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าคว่ำบาตรธนาคารจีนขนาดใหญ่ อาจจุดชนวนสงครามเศรษฐกิจรอบใหม่ระหว่างสองมหาอำนาจ และกระทบต่อการค้าโลก รวมถึงทำให้อัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
นอกจากนี้ จีนยังถือไพ่สำคัญด้าน “แร่หายาก” ซึ่งเป็นวัตถุดิบจำเป็นต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีและกลาโหมของสหรัฐฯ โดยปักกิ่งเคยส่งสัญญาณพร้อมจำกัดการส่งออกในช่วงสงครามการค้ารอบก่อน
แม้ทรัมป์จะยืนยันว่า “ไม่จำเป็นต้องพึ่งจีน” ในการกดดันอิหร่าน และชี้ว่าสหรัฐฯ ยังมีมาตรการทางทหารและการปิดล้อมทางทะเลเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่หลายฝ่ายมองว่า หากไม่มีความร่วมมือจากจีน โอกาสในการยุติความขัดแย้งอาจยิ่งยากขึ้น
ขณะที่รัฐบาลจีนออกแถลงการณ์คัดค้านมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด โดยย้ำว่าความสำคัญเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้ คือการป้องกันไม่ให้สงครามลุกลามมากกว่าเดิม







