posttoday
ทรัมป์ เตรียมเดินทางพบสี จิ้นผิง ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่านและข้อพิพาทการค้า

ทรัมป์ เตรียมเดินทางพบสี จิ้นผิง ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่านและข้อพิพาทการค้า

13 พฤษภาคม 2569

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตรียมเดินทางเยือนจีนระหว่างวันที่ 14-15 พฤษภาคม เพื่อพบหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ทั้งสงครามกับอิหร่านที่กระทบคะแนนนิยมภายในประเทศ และสงครามการค้าที่ไม่สามารถบีบให้จีนอ่อนข้อได้ตามที่วอชิงตันวางเป้าหมายไว้

นักวิเคราะห์มองว่า การเยือนครั้งนี้สะท้อนสถานะที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯ โดยเฉพาะหลังมาตรการกำแพงภาษีขนาดใหญ่ของทรัมป์เผชิญอุปสรรคทางกฎหมาย และจีนสามารถตอบโต้ด้วยเครื่องมือเศรษฐกิจที่สร้างแรงกดดันต่ออเมริกาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

อเลฮานโดร เรเยส ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศจีนแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง ระบุว่า ปัจจุบัน “ทรัมป์จำเป็นต้องพึ่งจีนมากกว่าที่จีนต้องพึ่งสหรัฐฯ” เพราะผู้นำสหรัฐฯ ต้องการชัยชนะด้านนโยบายต่างประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถสร้างเสถียรภาพให้โลกได้ ไม่ใช่เพียงสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองระหว่างประเทศ

 

การพบกันครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกหลังทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงพักรบทางการค้าเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา โดยกำหนดจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในกรุงปักกิ่ง ทั้งการประชุมที่มหาศาลาประชาชน การเยี่ยมชมวิหารเทียนถาน มรดกโลกของยูเนสโก รวมถึงงานเลี้ยงรับรองระดับรัฐพิธี

 

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมการประชุมเปิดเผยว่า ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่คาดหวังได้ในเวลานี้อาจมีเพียงข้อตกลงบางส่วนเกี่ยวกับสินค้าเกษตร เนื้อวัว และเครื่องบินโบอิ้ง รวมถึงกลไกจัดการข้อพิพาททางการค้าในอนาคต ขณะที่ยังไม่ชัดเจนว่าทั้งสองฝ่ายจะขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไปหรือไม่

 

ทรัมป์จะเดินทางพร้อมคณะนักธุรกิจระดับโลก เช่น Elon Musk และ Tim Cook แม้จำนวนผู้บริหารภาคธุรกิจจะน้อยกว่าการเยือนจีนเมื่อปี 2017 ก็ตาม

 

นอกจากประเด็นการค้าแล้ว ทรัมป์ยังระบุว่าจะหารือกับสี จิ้นผิง เกี่ยวกับการขายอาวุธให้ไต้หวัน และกรณีของจิมมี ไล มหาเศรษฐีสื่อฮ่องกงที่ถูกคุมขัง รวมถึงประเด็นชาวอเมริกันที่ถูกควบคุมตัวในจีนมายาวนานกว่าทศวรรษ

ทรัมป์ เตรียมเดินทางพบสี จิ้นผิง ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่านและข้อพิพาทการค้า

 

บรรยากาศการเจรจาแตกต่างอย่างมากจากช่วงต้นปี 2025 ที่ทรัมป์เคยประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า ภาษีศุลกากรจะทำให้จีน “เลิกเอาเปรียบสหรัฐฯ” แต่ผลลัพธ์กลับทำให้จีนตอบโต้ด้วยการจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยี ยานยนต์ไฟฟ้า และอาวุธสมัยใหม่ จนตะวันตกตระหนักถึงการพึ่งพาจีนในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ทรัมป์ยังต้องเผชิญปัญหาอื่นจำนวนมาก ทั้งข้อพิพาททางกฎหมายภายในประเทศ วิกฤตในตะวันออกกลาง และสงครามกับอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาพลังงาน

 

ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos เมื่อเดือนก่อนพบว่า ชาวอเมริกันมากกว่า 60% ไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันสำคัญต่อคะแนนนิยมของทรัมป์ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

 

ขณะนี้ สหรัฐฯ ต้องการให้จีนใช้อิทธิพลกดดันอิหร่านให้กลับเข้าสู่การเจรจากับวอชิงตัน เนื่องจากจีนยังคงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเตหะราน และเป็นหนึ่งในผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ของโลก

ทรัมป์ เตรียมเดินทางพบสี จิ้นผิง ท่ามกลางแรงกดดันสงครามอิหร่านและข้อพิพาทการค้า

 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า ปักกิ่งย่อมต้องการสิ่งตอบแทน โดยเฉพาะประเด็นไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นวาระสำคัญสูงสุดในการเจรจา

 

อู๋ ซินป๋อ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฟู่ตั้นในนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุว่า จีนต้องการให้ทรัมป์แสดงจุดยืนชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่สนับสนุนเอกราชไต้หวัน หรือดำเนินนโยบายที่ส่งเสริมขบวนการแบ่งแยกดินแดน

 

นอกจากนี้ จีนยังต้องการให้รัฐบาลทรัมป์ยุติมาตรการตอบโต้ทางการค้าเพิ่มเติม รวมถึงผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการส่งออกเทคโนโลยีชิปและอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง

 

นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงมองว่า ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดของการพบกันครั้งนี้ อาจเป็นเพียง “การหยุดยิงชั่วคราวเชิงผิวเผิน” ที่เอื้อประโยชน์ต่อจีนมากกว่าสหรัฐฯ

 

สก็อต เคนเนดี จากศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และนานาชาติ (CSIS) ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า เพียงการรักษาความสัมพันธ์ไม่ให้เลวร้ายลง และขยายเวลาพักรบทางการค้าออกไป ก็อาจเพียงพอให้ทรัมป์นำกลับไปประกาศเป็นชัยชนะทางการเมืองได้แล้ว

ข่าวล่าสุด

ชง ครม. ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน 93 ประเทศ ปรับเหลือ 30 วัน ตามเดิม

ชง ครม. ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน 93 ประเทศ ปรับเหลือ 30 วัน ตามเดิม