
ราคาน้ำมันพุ่งแรง หลังสหรัฐ-อิหร่านเจรจาสันติภาพล่ม
ราคาน้ำมันโลกทะยานกว่า 3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ ปัดข้อเสนออิหร่าน ปมช่องแคบฮอร์มุซยังตึงเครียด กระทบอุปทานพลังงานโลก
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันจันทร์ หลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงต่อข้อเสนอแผนสันติภาพที่วอชิงตันจัดทำขึ้น ขณะที่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงตึงเครียด ส่งผลให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลกยังเผชิญข้อจำกัด
น้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.18 ดอลลาร์ หรือ 3.14% แตะระดับ 104.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต่อเนื่องจากการเพิ่มขึ้น 1.23% ในการซื้อขายวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.09 ดอลลาร์ หรือ 3.24% อยู่ที่ 98.51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แรงหนุนสำคัญมาจากความผิดหวังของตลาด หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อวันอาทิตย์ว่า คำตอบของอิหร่านต่อข้อเสนอเจรจาสันติภาพของสหรัฐฯ “ไม่อาจยอมรับได้” ทำให้ความหวังที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 10 สัปดาห์จะยุติลงในเร็ววันเริ่มเลือนราง
สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ยังไม่สามารถกลับสู่ภาวะปกติได้เต็มที่ และยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่ออุปทานพลังงานโลก
ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์มีกำหนดเดินทางเยือนจีน และเตรียมหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง โดยประเด็นอิหร่านจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของการประชุม ท่ามกลางความคาดหวังว่าสหรัฐฯ อาจขอให้จีนใช้อิทธิพลกดดันเตหะรานให้ยอมรับข้อตกลงหยุดยิง
โทนี ไซคามอร์ นักวิเคราะห์ตลาดจาก IG ระบุว่า ความสนใจของตลาดขณะนี้จับตาไปที่การเยือนจีนของทรัมป์อย่างเต็มที่ เนื่องจากมีความหวังว่าปักกิ่งอาจมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการหยุดยิงอย่างครอบคลุม และช่วยคลี่คลายวิกฤติการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ด้าน Saudi Aramco บริษัทพลังงานรายใหญ่ของซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยว่า โลกสูญเสียน้ำมันไปแล้วราว 1 พันล้านบาร์เรลในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา และแม้การขนส่งจะกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง ตลาดพลังงานโลกก็ยังต้องใช้เวลาฟื้นตัว
ข้อมูลจากบริษัทติดตามการขนส่งทางเรือ Kpler ยังระบุว่า มีเรือบรรทุกน้ำมันอีกอย่างน้อย 2 ลำที่สามารถเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยปิดระบบติดตามตำแหน่งระหว่างเดินทาง เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีจากอิหร่าน สะท้อนความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ยังคงกดดันตลาดน้ำมันโลกอย่างต่อเนื่อง







