
ราคาน้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นสหรัฐร่วง จากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
ความตึงเครียดอิหร่าน–สหรัฐปะทุอีกครั้ง ดันราคาน้ำมันพุ่ง หุ้นสหรัฐปรับตัวลง หลังเหตุระเบิดเรือพาณิชย์และโจมตีโครงสร้างพลังงาน
ตลาดการเงินโลกเผชิญแรงกดดันอย่างหนักอีกครั้งในวันจันทร์ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลดลงจากความวิตกกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์
รายงานระบุว่าเกิดเหตุระเบิดบนเรือพาณิชย์สัญชาติเกาหลีใต้ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสร้างความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐจะประกาศว่ากองทัพเรือสหรัฐพร้อมเปิดเส้นทางดังกล่าวก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการขนส่งยังคงระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในพื้นที่
ขณะเดียวกัน อิหร่านเปิดเผยว่าได้บังคับให้เรือรบของสหรัฐล่าถอย หลังพยายามเข้าสู่ช่องแคบ ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์รายงานเหตุเพลิงไหม้ที่สถานีขนส่งน้ำมัน อันเป็นผลจากการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมความวิตกเกี่ยวกับเสถียรภาพด้านพลังงานโลก
ในส่วนของตลาดทุน ดัชนีสำคัญของสหรัฐปรับตัวลดลง โดยดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,200.75 จุด ลดลง 0.41% ดัชนี Nasdaq ลดลง 0.19% ปิดที่ 25,067.80 จุด และดัชนี Dow Jones ลดลง 1.13% ปิดที่ 48,941.90 จุด หลังจากก่อนหน้านี้เพิ่งทำสถิติสูงสุดใหม่ ท่ามกลางความหวังต่อผลประกอบการไตรมาสแรกที่แข็งแกร่ง
ในด้านพลังงาน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 114.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 5.8% ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ปิดที่ 106.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 4.4% สะท้อนความกังวลด้านอุปทานจากความไม่สงบในภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำกลับปรับตัวลดลง 2% เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐอาจคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไป
ราคาทองสปอต (Spot Gold) ปรับตัวลดลง 2% มาอยู่ที่ 4,523.23 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
ราคาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐ (Gold Futures) ปิดตลาดลดลง 2.4% ที่ระดับ 4,533.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์







