IMF หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เสี่ยงถดถอยจากผลกระทบสงคราม
IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอยจากสงครามตะวันออกกลาง ดันราคาพลังงานพุ่ง กระทบเงินเฟ้อและการเติบโตทั่วโลก
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยชี้ว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูง กำลังผลักดันเศรษฐกิจโลกให้เคลื่อนเข้าสู่สถานการณ์ที่เลวร้ายมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ในการประชุมฤดูใบไม้ผลิของ IMF และธนาคารโลก ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เจ้าหน้าที่ด้านการเงินทั่วโลกต่างแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ดังกล่าว โดย IMF ได้นำเสนอ 3 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ ได้แก่ ระดับอ่อนแอ ระดับเลวร้าย และระดับรุนแรง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของความขัดแย้ง
ในกรณีเลวร้ายที่สุด เศรษฐกิจโลกอาจเข้าใกล้ภาวะถดถอย โดยราคาน้ำมันอาจเฉลี่ยสูงถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปี 2026 และ 125 ดอลลาร์ในปี 2027 อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์หลัก (baseline) ของ IMF ยังคงตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าสงครามจะยุติลงในระยะสั้น และราคาน้ำมันจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
แม้กระนั้น นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่าแนวโน้มปัจจุบันกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ “ฉากทัศน์เชิงลบ” มากขึ้น โดยคาดว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจะทำให้ราคาน้ำมันทรงตัวใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และกดดันให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้ลดลงเหลือเพียง 2.5% จาก 3.4% ในปี 2025
IMF ระบุว่า หากไม่มีความขัดแย้งดังกล่าว เศรษฐกิจโลกอาจขยายตัวได้ดีกว่านี้ จากแรงหนุนของการลงทุนด้านเทคโนโลยี อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ
ในกรณีรุนแรงที่สุด การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2.0% ซึ่งใกล้เคียงกับภาวะถดถอย โดยระดับดังกล่าวเคยเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น วิกฤตการเงินโลกปี 2009 และการระบาดของโควิด-19 ในปี 2020
แรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่ม เสี่ยงนโยบายการเงินเข้มงวด
IMF เตือนว่าราคาพลังงานที่สูงเป็นเวลานานจะกระตุ้นความคาดหวังเงินเฟ้อ ส่งผลให้เกิดการปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าแรงในวงกว้าง ซึ่งอาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
ในฉากทัศน์รุนแรง อัตราเงินเฟ้อโลกในปี 2026 อาจสูงเกิน 6% เทียบกับ 4.4% ในกรณีดีที่สุด อย่างไรก็ตาม หากราคาพลังงานปรับขึ้นเพียงชั่วคราว ธนาคารกลางอาจเลือกคงอัตราดอกเบี้ยเพื่อประคองเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจหลักและตลาดเกิดใหม่ได้รับผลกระทบต่างกัน
สหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น โดยคาดการณ์ปี 2026 อยู่ที่ 2.3% ขณะที่ยูโรโซนได้รับผลกระทบหนักกว่า เนื่องจากพึ่งพาพลังงานนำเข้า ส่งผลให้การเติบโตลดลงเหลือประมาณ 1.1%
จีนเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แม้จะได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ญี่ปุ่นยังคงเติบโตในระดับต่ำ
ในส่วนของตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา ได้รับผลกระทบมากกว่า เนื่องจากพึ่งพาพลังงานสูง โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลางและเอเชียกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้ง มีแนวโน้มเติบโตลดลงอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม อินเดียถือเป็นจุดสว่าง โดยมีการปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตเป็น 6.5% จากแรงส่งของเศรษฐกิจภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ
เตือนรัฐบาลใช้นโยบายการคลังอย่างระมัดระวัง
IMF ระบุว่ารัฐบาลหลายประเทศอาจออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน เช่น การอุดหนุนหรือการควบคุมราคา แต่เตือนว่าควรดำเนินการอย่างจำกัดและชั่วคราว เพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
ทั้งนี้ IMF เน้นย้ำว่าการช่วยเหลือควรมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเปราะบางเป็นหลัก พร้อมหลีกเลี่ยงมาตรการที่อาจสร้างภาระหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในอนาคต


