ราคาน้ำมันโลกพุ่งต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 วิกฤตตะวันออกกลางกระทบอุปทาน ดันราคา
ราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 จากสงครามตะวันออกกลางที่ลุกลาม กระทบอุปทาน การส่งออกน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซชะงัก เสี่ยงซัพพลายโลกตึงตัวหนัก
ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 เมื่อวันอังคาร (ตามเวลาสากล) ท่ามกลางความกังวลด้านอุปทานที่ตึงตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์มีแนวโน้มทำสถิติปรับขึ้นรายเดือนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นแรงสุดนับตั้งแต่ปี 2563
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.26 ดอลลาร์ หรือราว 2% อยู่ที่ 115.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคมในช่วงก่อนหน้า ขณะที่สัญญาเดือนมิถุนายน ซึ่งมีปริมาณซื้อขายมากกว่า อยู่ที่ 108.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ด้านสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ ส่งมอบเดือนพฤษภาคม ปรับขึ้น 3.10 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3% อยู่ที่ 105.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม
แรงหนุนสำคัญมาจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันราว 20% ของอุปทานโลก รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 59% ในเดือนมีนาคม ส่วน WTI เพิ่มขึ้น 58% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นรายเดือนสูงสุดในรอบหลายปี
สถานการณ์ความตึงเครียดยิ่งทวีความรุนแรง หลังบริษัท Kuwait Petroleum Corp เปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบ “Al Salmi” ซึ่งสามารถบรรทุกได้ถึง 2 ล้านบาร์เรล ถูกโจมตีที่ท่าเรือดูไบ โดยคาดว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อความเสี่ยงน้ำมันรั่วไหลในพื้นที่
ขณะเดียวกัน กลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ได้ยิงขีปนาวุธโจมตีอิสราเอล เพิ่มความกังวลต่อความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบบับ เอล-มันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมทะเลแดงกับอ่าวเอเดน และเป็นจุดสำคัญของการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียและยุโรปผ่านคลองสุเอซ
นักวิเคราะห์มองว่า หากกลุ่มฮูตีกลับมาปิดกั้นช่องแคบดังกล่าวได้สำเร็จ จะทำให้โลกเผชิญ “วิกฤตคอขวดคู่” (twin chokepoint) ซึ่งกระทบเส้นทางพลังงานสำคัญทั้งสองแห่งพร้อมกัน และอาจกลายเป็นฝันร้ายของห่วงโซ่อุปทานโลก
ข้อมูลจาก Kpler ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางส่งออกน้ำมัน โดยหันไปใช้ท่าเรือยันบู ฝั่งทะเลแดงมากขึ้น ส่งผลให้ปริมาณส่งออกผ่านเส้นทางดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 4.658 ล้านบาร์เรลต่อวันในสัปดาห์ที่ผ่านมา จากค่าเฉลี่ยเพียง 770,000 บาร์เรลต่อวันในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์
ด้านประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เตือนว่า สหรัฐอาจทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน หากเตหะรานไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังจากอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอเจรจาสันติภาพของสหรัฐ พร้อมเดินหน้าโจมตีอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่า การเจรจากับอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปและมีความคืบหน้า แม้ว่าท่าทีสาธารณะของอิหร่านจะแตกต่างจากสิ่งที่สื่อสารในการหารือเบื้องหลัง


