เจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงสหรัฐลาออก ปมสงครามอิหร่าน
ผอ.ศูนย์ต่อต้านก่อการร้ายสหรัฐลาออก ชี้อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วน ขณะสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันพุ่ง โลกกังวลวิกฤตเศรษฐกิจ
วิกฤตความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด โจ เคนต์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง โดยให้เหตุผลว่าไม่สามารถสนับสนุนสงครามกับอิหร่านได้ เนื่องจากเห็นว่าอิหร่านมิได้เป็นภัยคุกคามเร่งด่วนต่อสหรัฐ
ในจดหมายที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เคนต์ระบุว่า การตัดสินใจเข้าสู่สงครามครั้งนี้มีแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่มอิทธิพลทางการเมือง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินการดังกล่าวอาจขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปกำหนดให้ต้องมี “ภัยคุกคามใกล้จะเกิดขึ้น” จึงจะชอบธรรมต่อการเปิดฉากสงคราม
อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยโฆษก Karoline Leavitt ระบุว่าประธานาธิบดีมีหลักฐานที่ “หนักแน่นและชัดเจน” ว่าอิหร่านกำลังเตรียมโจมตีสหรัฐก่อน
ขณะเดียวกัน Mark Warner วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต แสดงความเห็นสนับสนุนบางส่วน โดยระบุว่าไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับภัยคุกคามเร่งด่วนจากอิหร่านที่จะใช้เป็นเหตุผลในการทำสงคราม
สงครามลุกลาม เสี่ยงวิกฤตโลก
สถานการณ์ในตะวันออกกลางเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม โดยมีผู้เสียชีวิตแล้วนับพันราย และยังไม่มีแนวโน้มยุติความขัดแย้ง อิหร่านยังคงปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิง ขณะที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ Mojtaba Khamenei แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่าจะไม่เจรจาจนกว่าสหรัฐและอิสราเอลจะยอมพ่ายแพ้
ด้าน Benjamin Netanyahu นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เปิดเผยว่าปฏิบัติการทางทหารได้สังหารบุคคลสำคัญของอิหร่านหลายราย รวมถึง Ali Larijani และ Gholamreza Soleimani แม้อิหร่านยังไม่ยืนยันการเสียชีวิตของบางบุคคล
การสู้รบยังขยายวงไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานหลักของโลกที่ยังคงถูกปิดกั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นกว่า 45% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม
สหภาพยุโรป เตือนว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่วิกฤตอาหาร พลังงาน และเงินเฟ้อทั่วโลก ขณะที่พันธมิตรนาโตจำนวนมากปฏิเสธเข้าร่วมปฏิบัติการทางทหาร
ความเสียหายและผลกระทบในภูมิภาค
อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีทางขีปนาวุธและโดรนต่อประเทศอ่าวอาหรับ รวมถึง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและท่าเรือได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะท่าเรือฟูไจราห์ซึ่งเป็นจุดส่งออกน้ำมันสำคัญ
ในฝั่งอิสราเอล ระบบไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นในหลายเมือง รวมถึงเทลอาวีฟ สะท้อนศักยภาพการโจมตีระยะไกลของอิหร่าน แม้จะถูกโจมตีอย่างหนักตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา


