สหรัฐเปิดทางให้นานาชาติซื้อ “น้ำมันรัสเซียกลางทะเล” 30 วัน หวังพยุงตลาดพลังงาน
รัฐบาลสหรัฐอนุญาตชาติทั่วโลกซื้อน้ำมันรัสเซียที่ค้างอยู่กลางทะเลชั่วคราว 30 วัน หวังเพิ่มอุปทานพยุงตลาดพลังงาน หลังสงครามอิหร่านดันราคาน้ำมันพุ่งเกิน 100 ดอลลาร์
รัฐบาลสหรัฐประกาศออกใบอนุญาตชั่วคราว 30 วัน เปิดทางให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซียที่กำลังลอยลำอยู่กลางทะเลได้ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอุปทานในตลาดและลดความผันผวนของราคาพลังงานโลกที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการ “แบบจำกัดขอบเขตและระยะสั้น” เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกที่กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากสงครามอิหร่าน พร้อมย้ำว่าจะไม่ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญต่อรัฐบาลรัสเซีย
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากกระทรวงพลังงานสหรัฐเปิดเผยแผนปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve) จำนวน 172 ล้านบาร์เรล เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงหลังความขัดแย้งในภูมิภาค
มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในกรอบ International Energy Agency (IEA) ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก 32 ชาติ ที่ตกลงร่วมกันปล่อยน้ำมันสู่ตลาดรวม 400 ล้านบาร์เรล โดย IEA ระบุว่าสงครามในตะวันออกกลางกำลังก่อให้เกิดความปั่นป่วนด้านอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
สำหรับใบอนุญาตล่าสุดของกระทรวงการคลังสหรัฐ ครอบคลุมการส่งมอบและจำหน่ายน้ำมันดิบรัสเซียที่บรรทุกขึ้นเรือแล้วตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม โดยจะมีผลถึงเวลาเที่ยงคืนตามเวลาในกรุงวอชิงตัน วันที่ 11 เมษายนนี้
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม สหรัฐได้ออกหนังสือผ่อนผัน 30 วันให้แก่ India เป็นการเฉพาะ เพื่อให้สามารถซื้อน้ำมันรัสเซียที่ติดค้างอยู่กลางทะเลได้เช่นกัน
ขณะเดียวกันรัฐบาลของ Donald Trump ยังเดินหน้ามาตรการอื่นเพื่อควบคุมราคาพลังงาน เช่น การสั่งให้ U.S. International Development Finance Corporation จัดทำประกันความเสี่ยงทางการเมืองและค้ำประกันทางการเงินแก่การขนส่งสินค้าทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงการพิจารณาให้กองทัพเรือสหรัฐคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในภูมิภาค
นอกจากนี้ทำเนียบขาวยังอยู่ระหว่างพิจารณายกเว้นกฎหมายการเดินเรือของสหรัฐที่เรียกว่า Jones Act เป็นการชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้เรือต่างชาติสามารถขนส่งเชื้อเพลิงระหว่างท่าเรือภายในสหรัฐได้ ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งพลังงานและสินค้าเกษตร
ด้านนาย Stephen Miller รองหัวหน้าคณะทำงานทำเนียบขาว กล่าวว่าประธานาธิบดีกำลังใช้ทุกมาตรการที่เป็นไปได้เพื่อลดราคาพลังงาน ทั้งการนำ “น้ำมันที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรและกำลังลอยอยู่กลางทะเล” เข้าสู่ตลาด รวมถึงผลักดันให้ผู้ผลิตในประเทศเร่งเพิ่มกำลังการผลิต
รายงานระบุว่า ณ วันพฤหัสบดี มีน้ำมันที่มีแหล่งกำเนิดจากรัสเซียประมาณ 124 ล้านบาร์เรล ลอยลำอยู่ในทะเลกว่า 30 จุดทั่วโลก โดยปริมาณดังกล่าวอาจช่วยชดเชยการขาดแคลนอุปทานได้ราว 5–6 วัน เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำมันที่หายไปจากเส้นทางขนส่งหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคทวีความรุนแรงขึ้นหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่าน และการตอบโต้จากกรุงเตหะราน ส่งผลให้การขนส่งทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของการส่งออกน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง
ทั้งนี้ กองกำลัง Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ของอิหร่านประกาศว่าจะปิดกั้นการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย หากสหรัฐและอิสราเอลไม่ยุติการโจมตี ซึ่งอาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและตลาดพลังงานโลกในระยะต่อไป.


