น้ำมันโลกพุ่งแรง 20% ทะลุ 100 เหรียญแล้ว จากวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่าน
ราคาน้ำมันโลกทะยานสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ทะลุ 100 เหรียญแล้ว หลังสงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านขยายวง กังวลอุปทานตึงตัวและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซสะดุด
ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในการซื้อขายช่วงต้นสัปดาห์ หลังความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่านขยายวงกว้าง ส่งผลให้ตลาดกังวลถึงภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวและความเสี่ยงต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก
การซื้อขายในช่วงเช้าวันจันทร์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นสูงสุดถึง 18.35 ดอลลาร์ หรือประมาณ 19.8% แตะระดับ 111.04 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2565 ก่อนปรับขึ้นมาอยู่ที่ 107.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 14.38 ดอลลาร์ หรือ 15.5% ณ เวลา 23.14 น. ตามเวลา GMT หรือ 06.14 น. ตามเวลาในประเทศไทย
ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 15.27 ดอลลาร์ หรือ 16.8% มาอยู่ที่ 106.17 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากก่อนหน้านั้นพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 20.34 ดอลลาร์ หรือ 22.4% แตะระดับ 111.24 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ก่อนหน้าการพุ่งขึ้นรอบล่าสุด ราคาน้ำมันได้ปรับตัวขึ้นแรงอยู่แล้วในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเบรนท์เพิ่มขึ้นถึง 27% ส่วน WTI ปรับขึ้น 35.6% สะท้อนความกังวลของตลาดต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดมากขึ้น หลังอิหร่านประกาศแต่งตั้ง “โมจตาบา คาเมเนอี” (Mojtaba Khamenei) ขึ้นเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศแทนบิดา “อาลี คาเมเนอี” (Ali Khamenei) ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากลุ่มสายแข็งยังคงมีอำนาจในกรุงเตหะราน ท่ามกลางสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอลที่ดำเนินมานานกว่า 1 สัปดาห์
ขณะเดียวกัน กองทัพอิสราเอลเปิดเผยว่าได้โจมตีผู้บัญชาการทหารของอิหร่านในกรุงเบรุต เมืองหลวงของเลบานอน เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นการขยายขอบเขตปฏิบัติการสู่ศูนย์กลางสำคัญของภูมิภาค หลังการโจมตีหลายวันทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 400 ราย
กองทัพอิสราเอลยังประกาศว่าจะกำจัดผู้ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่า สงครามอาจยุติลงได้ก็ต่อเมื่อกองกำลังทหารและผู้นำของอิหร่านถูกกำจัดจนหมดสิ้น
นักวิเคราะห์มองว่า แม้ความขัดแย้งจะยุติลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจทั่วโลกอาจต้องเผชิญราคาพลังงานที่สูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหาย ระบบโลจิสติกส์หยุดชะงัก และความเสี่ยงต่อการขนส่งทางทะเลเพิ่มสูงขึ้น
ข้อมูลการขนส่งทางเรือยังระบุว่า ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ได้เพิ่มปริมาณการส่งออกผ่านเส้นทางทะเลแดงแล้ว อย่างไรก็ตาม ปริมาณดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงของน้ำมันที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกำลังเผชิญวิกฤตจากความขัดแย้งในปัจจุบัน.


