รมว.คลังสหรัฐฯ เผยจ่อขึ้นภาษีนำเข้าชั่วคราว 15% สัปดาห์นี้
รมว.คลังสหรัฐเผยมีแนวโน้มปรับภาษีนำเข้าทั่วโลกเป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้ ขณะศาลสั่งยกเลิกจัดเก็บภาษีที่ขัดกฎหมาย กระทบสินค้านับล้านรายการ
สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าชั่วคราวทั่วโลกจาก 10% เป็น 15% ภายในสัปดาห์นี้ ตามการเปิดเผยของ สก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ โดยระบุว่าเป็นคำสั่งที่มาจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในเร็วๆนี้
เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า การปรับขึ้นอัตราภาษีดังกล่าว “มีความเป็นไปได้ภายในสัปดาห์นี้” พร้อมชี้แจงว่า ในช่วงมาตรการชั่วคราว 150 วัน รัฐบาลจะเดินหน้าศึกษาและดำเนินมาตรการภาษีภายใต้กฎหมายการค้าอื่น ๆ ที่มีความมั่นคงทางกฎหมายมากกว่า
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ประกาศใช้อัตราภาษีใหม่เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากศาลสูงสหรัฐมีคำวินิจฉัยยกเลิกมาตรการภาษีทั่วโลกฉบับก่อนหน้า ซึ่งเขาใช้อำนาจตามกฎหมายภาวะฉุกเฉินแห่งชาติในการบังคับใช้ โดยในระยะแรกได้กำหนดอัตรา 10% ภายใต้มาตรา 122 แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 เป็นเวลา 150 วัน
เบสเซนต์ระบุว่า ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) จะศึกษามาตรการภายใต้มาตรา 301 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการภายใต้มาตรา 232 ซึ่งเป็นบทบัญญัติด้านความมั่นคงแห่งชาติ เขาย้ำว่ามาตรการทั้งสองแม้ใช้เวลานานกว่า แต่มีความแข็งแรงทางกฎหมายมากกว่า และคาดว่าจะสามารถฟื้นระดับภาษีนำเข้าของสหรัฐกลับสู่ระดับเดิมได้ภายใน 5 เดือน
ศาลการค้าสั่งปิดบัญชีสินค้านำเข้าโดยไม่เก็บภาษีที่ถูกยกเลิก
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้พิพากษาศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐมีคำสั่งให้รัฐบาลดำเนินการ “ปิดบัญชี” สินค้านำเข้าที่ค้างอยู่ทั้งหมดโดยไม่ประเมินจัดเก็บภาษีที่ถูกศาลสูงวินิจฉัยให้เป็นโมฆะเมื่อเดือนที่ผ่านมา
คำสั่งดังกล่าวออกโดยผู้พิพากษา ริชาร์ด อีตัน แห่ง U.S. Court of International Trade โดยกำหนดให้รายการสินค้านำเข้าที่ยังไม่สรุปภาษี (unliquidated entries) ต้องได้รับการดำเนินการโดยไม่เรียกเก็บภาษีตามกฎหมาย IEEPA ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทรัมป์ใช้อ้างอิงในการออกมาตรการภาษีฉบับเดิม
ข้อมูลระบุว่า ณ วันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา มีรายการสินค้านำเข้าสหรัฐที่ยังไม่สรุปการจัดเก็บภาษีกว่า 19.2 ล้านรายการ ซึ่งคำสั่งศาลอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินการด้านศุลกากรในวงกว้าง
ทั้งนี้ รัฐบาลสหรัฐได้จัดเก็บรายได้จากภาษีที่ถูกวินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายรวมกว่า 130,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ศาลสูงยังไม่ได้กำหนดแนวทางชัดเจนเกี่ยวกับการคืนเงินแก่ผู้นำเข้า ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในกระบวนการชดเชยเงินภาษีดังกล่าว


