posttoday

มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาคดียาเสพติดในสหรัฐฯ หลังถูกโค่นอำนาจ

06 มกราคม 2569

ผู้นำเวเนซุเอลา ปฏิเสธข้อกล่าวหาค้ายาเสพติด หลังถูกโค่นอำนาจและจับตัวขึ้นศาลในสหรัฐ ขณะที่ปฏิบัติการทางทหารของทรัมป์ สร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก

นิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ซึ่งถูกโค่นอำนาจ ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาคดียาเสพติดต่อศาลสหรัฐฯ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ดำเนินปฏิบัติการจับกุมตัวเขาอย่างเหนือความคาดหมาย สร้างความสั่นสะเทือนต่อผู้นำทั่วโลก และทำให้เจ้าหน้าที่ในกรุงการากัสต้องเร่งจัดระเบียบสถานการณ์ทางการเมืองภายในประเทศใหม่

 

มาดูโร วัย 63 ปี กล่าวผ่านล่ามต่อศาลแขวงสหรัฐ เขตแมนฮัตตัน ว่า “ผมบริสุทธิ์ ผมไม่ได้กระทำความผิด ผมเป็นคนดี และผมยังคงเป็นประธานาธิบดีของประเทศผม” ก่อนที่ผู้พิพากษาอัลวิน เฮลเลอร์สไตน์ จะสั่งตัดบทการแถลงของเขาในห้องพิจารณาคดี

 

ขณะเดียวกัน นางซีเลีย ฟลอเรส ภริยาของมาดูโร ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน โดยศาลได้นัดพิจารณาคดีครั้งถัดไปในวันที่ 17 มีนาคม

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมาในกรุงการากัส นางเดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการ พร้อมกล่าวแสดงการสนับสนุนมาดูโร แต่ไม่ได้ส่งสัญญาณว่าจะดำเนินการต่อต้านการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ แต่อย่างใด โดยเธอกล่าวว่า “ดิฉันมาพร้อมกับความเจ็บปวดในหัวใจ จากการลักพาตัววีรบุรุษสองคนที่กำลังถูกจับเป็นตัวประกัน” พร้อมให้คำมั่นว่าจะนำพาประเทศเดินหน้าต่อไปใน “ช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้”

มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาคดียาเสพติดในสหรัฐฯ หลังถูกโค่นอำนาจ

 

ข้อกล่าวหาเครือข่ายค้าโคเคน

 

อัยการสหรัฐฯ กล่าวหาว่า มาดูโรมีบทบาทกำกับดูแลเครือข่ายค้ายาโคเคน ซึ่งมีความร่วมมือกับกลุ่มรุนแรงหลายกลุ่ม อาทิ แก๊งค้ายาเสพติดซีนาโลอาและเซตัสของเม็กซิโก กลุ่มกบฏฟาร์กของโคลอมเบีย และแก๊งอาชญากรรมเตรน เด อารากัว ของเวเนซุเอลา

 

มาดูโรเผชิญข้อหาทางอาญา 4 กระทง ได้แก่ การก่อการร้ายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด การสมคบคิดนำเข้าโคเคน และการครอบครองปืนกลและอาวุธทำลายล้างร้ายแรง ทั้งนี้ เขาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหามาโดยตลอด โดยระบุว่าเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อปกปิดแผนการเชิงจักรวรรดินิยมที่มุ่งแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรน้ำมันอันอุดมสมบูรณ์ของเวเนซุเอลา

 

ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่เคยปิดบังความต้องการเข้าถึงทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา โดยภายหลังการจับกุมมาดูโร หุ้นของบริษัทน้ำมันสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น จากความคาดหวังว่าจะสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมันขนาดมหาศาลดังกล่าวได้

มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาคดียาเสพติดในสหรัฐฯ หลังถูกโค่นอำนาจ

 

ขณะที่ผู้นำโลกและนักการเมืองสหรัฐฯ ถกเถียงถึงความไม่ธรรมดาของการจับกุมประมุขแห่งรัฐ รัฐบาลเวเนซุเอลาได้ประกาศคำสั่งฉุกเฉิน ซึ่งเผยแพร่อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ สั่งการให้ตำรวจค้นหาและจับกุมบุคคลใดก็ตามที่ให้การสนับสนุนการโจมตีของสหรัฐฯ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

 

ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ คณะมนตรีความมั่นคงได้หารือถึงผลกระทบของปฏิบัติการดังกล่าว ซึ่งถูกรัสเซีย จีน และพันธมิตรฝ่ายซ้ายของเวเนซุเอลาประณาม ขณะที่นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความกังวลต่อเสถียรภาพของเวเนซุเอลา และตั้งคำถามถึงความชอบด้วยกฎหมายของการปฏิบัติการของทรัมป์ ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงของสหรัฐฯ ในลาตินอเมริกาที่รุนแรงที่สุด นับตั้งแต่การบุกปานามาในปี 1989 โดยกองกำลังพิเศษสหรัฐฯ ได้ใช้เฮลิคอปเตอร์บุกเข้าสู่กรุงการากัส ทำลายแนวรักษาความปลอดภัย และควบคุมตัวมาดูโรออกจากห้องนิรภัย

 

ทรัมป์ย้ำจุดมุ่งหมายด้านน้ำมัน

 

ในกรุงการากัส เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลมาดูโรซึ่งครองอำนาจมากว่า 13 ปี ยังคงบริหารประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในอเมริกาใต้ที่มีประชากรราว 30 ล้านคน โดยท่าทีสลับกันระหว่างการท้าทายและการส่งสัญญาณอาจร่วมมือกับรัฐบาลทรัมป์

 

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อวันอาทิตย์ว่า บริษัทน้ำมันสหรัฐฯ จะกลับเข้าไปดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลาและฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของภาคพลังงาน พร้อมระบุว่า “เรากำลังเอาสิ่งที่พวกเขาขโมยไปกลับคืนมา เราเป็นฝ่ายควบคุม”

 

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารอุตสาหกรรมน้ำมัน 4 รายระบุว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้หารือกับบริษัทพลังงานรายใหญ่ของสหรัฐฯ เช่น เอ็กซอน โมบิล โคโนโคฟิลลิปส์ หรือเชฟรอน ทั้งก่อนและหลังการจับกุมมาดูโร โดยแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมันเปิดเผยว่า ผู้บริหารสหรัฐฯ คาดว่าจะเข้าพบเจ้าหน้าที่รัฐบาลเพื่อหารือแผนเวเนซุเอลาในเร็ว ๆ นี้

 

เวเนซุเอลามีปริมาณสำรองน้ำมันมากที่สุดในโลก ราว 303,000 ล้านบาร์เรล แต่ภาคพลังงานตกต่ำต่อเนื่องจากการบริหารที่ผิดพลาด การขาดการลงทุน และมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ส่งผลให้กำลังการผลิตเฉลี่ยในปีที่แล้วอยู่ที่ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามของระดับสูงสุดช่วงทศวรรษ 1970

 

ทรัมป์ขู่ว่าจะดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม หากเวเนซุเอลาไม่ให้ความร่วมมือในการเปิดเสรีอุตสาหกรรมน้ำมันและยุติการค้ายาเสพติด อย่างไรก็ดี แนวทางที่สหรัฐฯ จะทำงานร่วมกับรัฐบาลหลังมาดูโร ซึ่งเต็มไปด้วยฝ่ายตรงข้ามทางอุดมการณ์ ยังไม่ชัดเจน โดยดูเหมือนว่าทรัมป์จะลดบทบาทของฝ่ายค้านเวเนซุเอลา ซึ่งก่อนหน้านี้คาดหวังว่านี่จะเป็นจังหวะเปลี่ยนผ่านทางการเมือง

มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาคดียาเสพติดในสหรัฐฯ หลังถูกโค่นอำนาจ

เสียงสะเทือนทั่วโลก และพายุการเมืองในสหรัฐฯ

 

บรรดาพันธมิตรของวอชิงตัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ยอมรับมาดูโรเป็นประธานาธิบดีจากข้อกล่าวหาการทุจริตการเลือกตั้ง แสดงท่าทีระมัดระวัง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเจรจาและการยึดหลักนิติธรรม

 

ปฏิบัติการของทรัมป์ก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองภายในสหรัฐฯ โดยพรรคเดโมแครตฝ่ายค้านระบุว่าถูกทำให้เข้าใจผิด ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ มีกำหนดชี้แจงต่อสมาชิกสภานิติบัญญัติระดับสูงในวันเดียวกัน

 

ผลสำรวจความคิดเห็นของรอยเตอร์ส/อิปซอส ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันจันทร์ ระบุว่า ชาวอเมริกันราวหนึ่งในสามเห็นด้วยกับการโจมตีเวเนซุเอลาที่โค่นล้มผู้นำประเทศ ขณะที่ 72% กังวลว่าสหรัฐฯ จะเข้าไปพัวพันกับประเทศในอเมริกาใต้อย่างลึกซึ้งเกินไป แต่ผู้สนับสนุนทรัมป์ส่วนใหญ่กลับยกย่องว่าเป็นชัยชนะที่รวดเร็วและไม่สร้างความสูญเสียมากนัก

ข่าวล่าสุด

พรรคประชาชนสงสัยผลประโยชน์ทับซ้อนกักตุนน้ำมันดันราคาพุ่ง6บาท