posttoday
ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญปัจจัยเสี่ยง ทั้งสงครามการค้าและชัตดาวน์

ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญปัจจัยเสี่ยง ทั้งสงครามการค้าและชัตดาวน์

20 ตุลาคม 2568

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ จะเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มสงครามการค้า ผลประกอบการ Tesla, Netflix และรายงาน CPI ที่ล่าช้าจากปัญหาชัตดาวน์ต่อเนื่อง

ตลาดหุ้นสหรัฐ เตรียมเผชิญบททดสอบสำคัญในสัปดาห์นี้ จากผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ อาทิ Tesla และ Netflix ซึ่งจะสะท้อนภาพรวมของผลกำไรภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งถูกเลื่อนการเผยแพร่ อาจเพิ่มความผันผวนให้กับตลาดที่ยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะเริ่มส่งสัญญาณความอ่อนแอในช่วงที่ผ่านมา

 

การปรับตัวของตลาดหุ้นโดยเฉพาะดัชนี S&P 500 ได้สะท้อนความเปราะบางมากขึ้น โดยได้รับแรงกดดันจากประเด็นตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่กลับมาอีกครั้ง รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับเครดิตของธนาคารในภูมิภาคของสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนีความผันผวนของตลาด (CBOE Volatility Index) หรือที่รู้จักในชื่อ “ดัชนีความกลัว” ของวอลล์สตรีท พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 6 เดือนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

 

ชนวนของความผันผวนล่าสุดเกิดจากการที่สหรัฐฯ ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างมีนัยสำคัญภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้ต่อมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากของจีน ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า ณ ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ตลาดให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด

 

ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังติดตามปัจจัยจากภาคการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะปัญหาด้านเครดิตในธนาคารระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ ที่กดดันหุ้นกลุ่มการเงินให้ปรับตัวผันผวนต่อเนื่อง

 

แม้ดัชนีหุ้นหลักของสหรัฐฯ ยังคงปิดบวกในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้น 13.3% นับตั้งแต่ต้นปี และอยู่เพียง 1.3% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ข้อมูลจาก LPL Financial ระบุว่าจำนวนหุ้นที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นลดลงจาก 77% ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม เหลือเพียง 57% ณ วันที่ผ่านมา ขณะที่จำนวนหุ้นที่อยู่ในแนวโน้มขาลงเพิ่มขึ้นจาก 23% เป็น 44% ซึ่งบ่งชี้ถึงความเปราะบางภายใต้แรงหนุนของตลาดที่เริ่มแคบลง

 

ทั้งนี้ นักลงทุนให้ความสำคัญกับผลประกอบการไตรมาส 3 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจาก Tesla และ Netflix รวมถึงบริษัทชั้นนำอื่น ๆ ที่มีกำหนดรายงานผลการดำเนินงานในสัปดาห์นี้ อาทิ Procter & Gamble, Coca-Cola, RTX (Raytheon Technologies) และ IBM

 

นอกจากนี้ คำแถลงจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่าง ๆ ยังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการปิดหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ส่งผลให้ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญ เช่น ตัวเลขการจ้างงานรายเดือน ไม่สามารถเผยแพร่ได้ตามกำหนด

 

ในส่วนของดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายน ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อที่สำคัญที่สุด มีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์นี้ (ล่าช้ากว่าเดิม 9 วัน) โดยข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 28-29 ตุลาคมนี้ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า Fed มีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.25% หลังจากก่อนหน้านี้ได้ลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปีไปแล้ว จากสัญญาณชะลอตัวของตลาดแรงงาน

 

ข่าวล่าสุด

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก

“ศุภจี” พบนักธุรกิจสวิส ดัน SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก