posttoday
คนดีหนีหมด วิกฤตศรัทธาในระบบราชการ ผลกระทบจากการบริหารงานสไตล์ Elon Musk?

คนดีหนีหมด วิกฤตศรัทธาในระบบราชการ ผลกระทบจากการบริหารงานสไตล์ Elon Musk?

01 กุมภาพันธ์ 2568

คนดีหนีหมด วิกฤตศรัทธาในระบบราชการ ผลกระทบจากการบริหารงานสไตล์ Elon Musk? เพราะรัฐบาลไม่ควรบริหารประเทศเหมือนบริหารบริษัทเอกชน

KEY

POINTS

  • จาก Tesla สู่ทำเนียบขาว? สไตล์ 'Musk' ในการบริหารงานภาครัฐ เวิร์คจริงหรือแค่ฝัน?
  • ปัจจุบันมีพนักงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯกว่า 240 คนที่ถูกไล่ออก โยกย้าย หรือถูกแจ้งว่าจะถูกปลดออกเหมือนกับที่ Musk เคยทำกับพนักงาน Twitter

  • คำถามสำคัญคือ ทำไมแนวทางเช่นนี้ถึงกลายเป็นต้นแบบที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ อยากนำมาใช้?

หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด มีการคาดการณ์กันอย่างมากมายว่าการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของ Donald Trump จะกลายเป็นพญาอินทรีปีกหักหรือไม่?

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจาก 10 วันแรกของการบริหารประเทศ สิ่งที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีความคล้ายคลึงมากที่สุดคือ... สถานการณ์ในช่วงที่ Elon Musk เข้าซื้อกิจการ Twitter ในช่วงแรกๆ

หลังจากที่ Trump ได้ประกาศจัดตั้ง "Department of Government Efficiency (DOGE)" หน่วยงานพิเศษซึ่งนำทัพโดย Musk เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จึงเป็นที่ชัดเจนว่า Elon Musk มีบทบาทสำคัญต่อการดำรงตำแหน่งสมัยที่สองของ Donald Trump โดย Musk ได้บริจาคเงินกว่า 250 ล้านดอลลาร์ให้กับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของ Trump และยังให้การสนับสนุนในด้านอื่นๆ อีกมากมาย 

ในทางปฏิบัติ Musk ดูเหมือนจะนั่งควบในหลายๆ ตำแหน่ง ซึ่งอิทธิพลของเขาเห็นเห็นได้ชัดจาก "ความวุ่นวาย" ในช่วงต้นของการบริหารประเทศชุดใหม่ และเหตุการณ์ความยุ่งเหยิงหลายๆอย่างที่ไม่ต่างจากอีหรอบเดิม

คนดีหนีหมด วิกฤตศรัทธาในระบบราชการ ผลกระทบจากการบริหารงานสไตล์ Elon Musk?

ย้อนรอย Musk เขี่ยพนักงาน Twitter เกือบครึ่งบริษัทพ้นรัง

ในเดือนตุลาคม 2022  Elon Musk เดินเข้าสำนักงาน Twitter พร้อมถืออ่างล้างจานมาด้วย เป็นการล้อเลียนมีมที่กำลังฮิตในตอนนั้น และหลังจากนั้นไม่กี่วัน เขาก็ตัดสินใจปลดพนักงานออกเกือบครึ่งบริษัท

แม้การกลับมาของ Trump สู่ทำเนียบขาวจะไม่มีมุกตลกแบบ Musk แต่ก็มีเป้าหมายเดียวกันคือเน้นเรื่อง "ประสิทธิภาพ" จนถึงตอนนี้มีพนักงานรัฐบาลกลางกว่า 240 คนที่ถูกไล่ออก โยกย้าย หรือถูกแจ้งว่าจะถูกปลดออก

เหมือนกับที่ Musk เคยทำกับพนักงาน Twitter เมื่อปี 2022 รัฐบาล Trump ก็ได้ยื่นข้อเสนอคล้ายๆ กันให้กับข้าราชการกว่าสองล้านคนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา นั่นคือการเสนอจ่ายเงินเดือนให้ล่วงหน้า 8 เดือนหากลาออกภายในสัปดาห์หน้า (แม้รายละเอียดและความชอบธรรมของข้อเสนอนี้ยังคลุมเครืออยู่ก็ตาม)

ตามรายงานของ NewYork Times สิ่งที่น่าสนใจคือ ไม่เพียงแค่ข้อเสนอที่คล้ายกันเท่านั้น แม้แต่ภาษาในบันทึกข้อความก็ยังเหมือนกับที่ Musk เคยส่งถึงทีม Twitter เช่นกัน โดยอีเมลทั้งสองฉบับใช้หัวข้อเดียวกันว่า "Fork in the Road" (จุดที่ต้องตัดสินใจ)

คนดีหนีหมด วิกฤตศรัทธาในระบบราชการ ผลกระทบจากการบริหารงานสไตล์ Elon Musk?

นอกจากนี้ Musk ได้เปลี่ยนชีวิตพนักงาน Twitter ไปอย่างสิ้นเชิง โดยเขาสั่งยกเลิกนโยบาย Work from Home ที่เคยใช้ในช่วงโควิด ให้ทุกคนกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ พร้อมประกาศนโยบาย "extremely hardcore" ที่หมายถึงต้องทำงานหนักและทุ่มเทอย่างเต็มที่ ทั้งยังมีการตัดลดค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงอสังหาริมทรัพย์และระบบคัดกรองเนื้อหา

ทุกอย่างที่ Musk ทำกับ Twitter ดูเหมือนจะมีเงาสะท้อนในการบริหารประเทศชุดใหม่ โดยหนึ่งในคำสั่งผู้บริหาร 26 ฉบับแรกของทรัมป์คือการให้ข้าราชการกลับเข้ามาทำงานที่ออฟฟิศ พร้อมมีการตั้งเกณฑ์วัดประสิทธิภาพใหม่ ขณะที่บางคนถูกเรียกเข้าประชุมแบบกะทันหันเพื่อพิสูจน์คุณค่าของงานและโครงการที่ทำอยู่ รวมถึงมีการตัดงบประมาณครั้งใหญ่จนหลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มาช่วยผลักดันนโยบายเหล่านี้ก็คือกลุ่มผู้จงรักภักดีจากบริษัทต่างๆ ของ Musk คล้ายกับทีมที่เขาเคยใช้ในการปฏิรูป Twitter เมื่อไม่กี่ปีก่อน

คำถามสำคัญคือ ทำไมแนวทางแบบนี้ถึงกลายเป็นต้นแบบที่มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ อยากนำมาใช้?


คนดีหนีหมด วิกฤตศรัทธาในระบบราชการ ผลกระทบจากการบริหารงานสไตล์ Elon Musk?

ทำไมการเปลี่ยนแปลงของ Twitter ถึงเป็นเรื่องน่าจับตามอง?

เรื่องราวของ Twitter ที่กลายมาเป็น X นั้น ไม่ใช่เรื่องความสำเร็จทางธุรกิจอย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง หลังจาก Elon Musk ทุ่มเงินมหาศาลถึง 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ซื้อแพลตฟอร์มนี้ในปี 2022 มูลค่าของแพลตฟอร์มก็ร่วงลงเรื่อยๆจนเหลือเพียง 9.4 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว ขณะที่รายได้จากโฆษณาก็ดิ่งลงเหวไม่แพ้กัน เนื่องจาก Musk ผ่อนปรนการควบคุมเนื้อหาและมีพฤติกรรมที่สร้างความปั่นป่วนในแพลตฟอร์ม และแม้จะมีรายได้จากสมาชิก X Premium แต่ก็ยังไม่พอชดเชยรายได้ส่วนที่หายไป

ล่าสุด Musk ถึงกับต้องส่งอีเมลถึงพนักงาน X โดยออกปากยอมรับตรงๆ ว่า "บริษัทแทบจะไม่มีกำไรเหลือเลย" ซึ่งเมื่อดูจากความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คำพูดนี้อาจจะยังเป็นการประเมินที่ถนอมน้ำใจเกินไปด้วยซ้ำ

แต่ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน ชื่อเสียงของ Twitter ก็พังพินาศลงอย่างหนักเช่นกัน โดย Musk อ้างว่าเขาซื้อ Twitter เพื่อแก้ปัญหาเรื่อง "อคติที่มีต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม" แต่สิ่งที่เขาทำกลับเลยเถิดไปไกล จนในช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา X กลายเป็นพื้นที่ที่มีแต่เสียงสะท้อนของฝ่ายขวา ขณะที่สื่อกระแสหลักถูกปิดกั้น

แม้ X จะยังคงเป็นแหล่งรวมของข่าวไว สุด Exclusive แต่ก็ต้องยอมรับว่าไม่ได้คึกคักเหมือนยุคทองของ Twitter ในช่วงปี 2010 ที่เคยเป็นจุดนัดพบของคนหลากหลายวงการ ทั้งนักกีฬา ศิลปิน นักข่าว นักตลก ไปจนถึงนักวิทยาศาสตร์

คนดีหนีหมด วิกฤตศรัทธาในระบบราชการ ผลกระทบจากการบริหารงานสไตล์ Elon Musk?

รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ควรบริหารประเทศเหมือนบริหารบริษัทเอกชน

ความวุ่นวาย สับสนที่เคยเกิดขึ้นกับ Twitter กำลังฉายภาพซ้ำรอยในรัฐบาลสหรัฐฯ นับตั้งแต่ Trump เข้ารับตำแหน่ง นอกจากการออกคำสั่งบริหารที่สร้างความปั่นป่วนแล้ว สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงช่วงต้นสัปดาห์นี้ เมื่อสำนักงานจัดการและงบประมาณของทำเนียบขาวออกบันทึกให้ระงับเงินช่วยเหลือและเงินกู้ของรัฐบาลกลางทั้งหมด โดยไม่มีการระบุชัดเจนว่าใครจะได้รับผลกระทบบ้าง

แม้บันทึกดังกล่าวจะถูกยกเลิกไป 36 ชั่วโมงต่อมาท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมาย แต่ผลกระทบยังคงอยู่ ตามเนื้อหาในบันทึก โดยการระงับครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติโครงการที่เกี่ยวข้องกับแนวคิด "DEI" หรือ "อัตลักษณ์ทางเพศ" แต่ในความเป็นจริง ทุกโครงการอาจถูกตัดงบประมาณ ยกเว้น Medicaid 

ใครก็ตามที่พึ่งพาเงินทุนจากรัฐบาลในการดำรงชีพ ต่างรู้สึกเหมือนกำลังทำงานในองค์กรที่กำลังถูกเลิกจ้างครั้งใหญ่ ต่างกันที่ครั้งนี้กระทบไปถึงเรื่องปากท้องและชีวิตความเป็นอยู่

มีเหตุผลมากมายที่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ควรบริหารประเทศเหมือนบริหารบริษัทเอกชน เป้าหมายของธุรกิจที่มุ่งเน้นกำไรนั้นขัดแย้งโดยตรงกับภารกิจของรัฐบาลในการดูแลผลประโยชน์และความปลอดภัยของประชาชน  ดังนั้น การลดต้นทุนที่อาจทำให้นักลงทุนพอใจ อาจนำไปสู่หายนะของประชาชน เช่น วิกฤตน้ำดื่มปนเปื้อนในรัฐมิชิแกน ซึ่งเกิดจากการที่ทางการพยายามประหยัดงบประมาณด้วยการเปลี่ยนแหล่งน้ำดื่ม

ประชาชนมีความสำคัญมากกว่าการเป็นเพียงผู้ใช้บริการ บริษัทอย่าง Twitter อาจลองผิดลองถูกว่าจะตัดทอนบริการลงแค่ไหนโดยที่ผู้ใช้จะไม่หนีจากแพลตฟอร์ม แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาดมากขนาดนั้น เมื่อการบริการเสื่อมถอยลง ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าแค่ผลประกอบการที่แย่ลง และบางครั้งเราอาจไม่รู้ตัวว่าใครหรืออะไรที่ทำให้เกิดความเสียหาย จนกระทั่งทุกอย่างสายเกินแก้
 

ข่าวล่าสุด

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน

Microsoft เลือกไทยประเทศแรก ปั้นคนไทยสู่เศรษฐกิจ AI เชื่อมทักษะทำงาน