
ญี่ปุ่นรับสภาพปัญหาหนี้ถึงจุดวิกฤต! จีนเผยตัวเลขศก.ยังร้อนแรงไม่หยุด
ญี่ปุ่นเข้าสู่จุดวิกฤตแล้ว หลังเจอปัญหาหนี้สาธารณะทะลัก รัฐมนตรีเศรษฐกิจคนใหม่เตือนต้องเร่งปฏิรูประบบภาษี ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังร้อนแรง โตทะลุ 10% เงินเฟ้อยังสูง เพิ่มแรงกดดันเร่งปรับค่าเงิน
ญี่ปุ่นเข้าสู่จุดวิกฤตแล้ว หลังเจอปัญหาหนี้สาธารณะทะลัก รัฐมนตรีเศรษฐกิจคนใหม่เตือนต้องเร่งปฏิรูประบบภาษี ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังร้อนแรง โตทะลุ 10% เงินเฟ้อยังสูง เพิ่มแรงกดดันเร่งปรับค่าเงิน
คาโอรุ โยซาโนะ รัฐมนตรีเศรษฐกิจและนโยบายการเงินคนใหม่ของญี่ปุ่น ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ไฟแนลเชียล ไทมส์ ว่า ญี่ปุ่นได้เดินทางมาถึง “จุดวิกฤต” แล้ว ซึ่งเสี่ยงต่อความสูญเสียความมั่นใจจากนักลงทุน ถ้าหากบรรดานักการเมืองยังคงไม่สามารถที่จะบรรลุข้อตกลงว่าด้วยแนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้ของประเทศที่กำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ได้
“เรากำลังเผชิญหน้ากับฝันอันน่ากลัวว่า ในวันหนึ่งอัตราดอกเบี้ยระยะยาวอาจจะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเราต้องระมัดระวังอย่างมากที่จะรักษาความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของรัฐบาลเอาไว้” โยซาโนะ กล่าว
ความคิดเห็นที่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เน้นย้ำให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง แห่งพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (ดีพีเจ) ในการปฏิรูประบบอัตราภาษี ซึ่งรวมถึงการปรับขึ้นภาษีผู้บริโภคขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 5% ให้ขึ้นไปอยู่ที่ 10% ด้วย
ทั้งนี้ การประกาศปรับคณะรัฐมนตรีเมื่อวันศุกร์ที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ของญี่ปุ่นดึงเอา โยซาโนะ นักการเมืองรุ่นลายครามจากพรรคฝ่ายค้านเข้ามาร่วมในคณะรัฐมนตรีด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะช่วยในการเจรจาและสร้างข้อตกลงระหว่างพรรคการเมืองในเรื่องของการปฏิรูปทางการเงินโดยเฉพาะ
ญี่ปุ่นกำลังกังวลและตื่นตัวในเรื่องภาระหนี้สินของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะญี่ปุ่นเห็นถึงตัวอย่างและสภาพความสาหัสทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยูโรโซน โดยเมื่อเดือน มิ.ย. 2553 นายกฯ คัง ออกเตือนถึงสถานการณ์และภาระหนี้ในประเทศว่า ญี่ปุ่นมีโอกาสที่จะลงเอยแบบเดียวกับประเทศกรีซ ถ้ายังไม่สามารถหาทางออกและจัดการเกี่ยวกับหนี้ที่เพิ่มขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายฝ่ายจะมองในแง่ดีว่า เมื่อเทียบกับสถานการณ์ในประเทศกลุ่มยูโรโซน อาทิ กรีซ และไอร์แลนด์ ที่ประสบปัญหาวิกฤตหนี้จนกระทั่งต้องร้องขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศแล้ว แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้นยังไม่มีการส่งสัญญาณใดๆ ว่าญี่ปุ่นจะต้องเผชิญวิกฤตหนี้ในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากไม่ได้มีปัญหาวุ่นวายในเรื่องของการขาดดุลงบประมาณ อีกทั้งอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นระยะ 10 ปี ก็ยังต่ำกว่า 1.25% อยู่ ขณะที่กรีซและไอร์แลนด์ทะลุ 7% ไปแล้ว
ทว่า โยซาโนะ กลับเตือนว่า การมองภาพในเชิงบวกในลักษณะดังกล่าวไม่ถูกต้องนัก
“สถานะทางการเงินและงบประมาณของเราอยู่ในจุดวิกฤต ปัจจัยแวดล้อมโดยรอบของญี่ปุ่นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ในชั่วข้ามคืน” โยซาโนะ กล่าว
ทั้งนี้ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่หยั่งรากลึกและรุนแรงในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2551 ได้ดึงให้ภาวะขาดดุลของรัฐบาลกลายเป็นโรคเรื้อรัง แต่มาตรการการออกพันธบัตรชุดใหม่ออกมาก็ส่งผลให้รายได้จากภาษีสูงขึ้น
การแต่งตั้ง โยซาโนะ นักการเมืองหัวอนุรักษนิยม ที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเศรษฐกิจและนโยบายการเงินเมื่อครั้งที่พรรคเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ สร้างความแปลกใจให้กับทุกฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นจุดยืนของนายกฯ คัง ที่ระบุถึงปัญหาเรื่องของภาวะขาดดุล ต้องการให้มีการปฏิรูประบบภาษีให้บรรลุผล และได้รับความเห็นชอบจากสภาโดยเร็ว เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจ
ขณะที่ทางโยซาโนะก็มีเป้าหมายและจุดยืนที่ชัดเจนในเรื่องดังกล่าวสอดรับกับแนวคิดของนายกฯ คัง โดยระบุว่า กำลังร่างแผนเพื่อหาเงินมาสนับสนุนและสมทบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากระบบประกันสังคมในประเทศ ซึ่งเป็นสังคมผู้สูงอายุ โดยแผนดังกล่าวจะต้องเป็นประเด็นหลักและสำคัญที่ต้องมีการหารือให้ช่วงเดือน มิ.ย.
รายงานของไฟแนลเชียล ไทมส์ ระบุว่า อัตราตัวเลขหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นจะพุ่งสูงเกินกว่า 200% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไม่ช้า
ในวันเดียวกัน ทางการจีนได้ออกรายงานตัวเลขเศรษฐกิจ ซึ่งพบว่ามีความร้อนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2553 โดยตัวเลขจีดีพีปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 9.8% สูงกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้
ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจตลอดทั้งปี 2553 มีการขยายตัวอย่างร้อนแรงอยู่ที่ 10.3%
สำหรับอัตราเงินเฟ้อในเดือน ธ.ค. 2553 ลดลงอยู่ที่ 4.6% หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเพียง 1 เดือน จีนเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อสูงที่สุดในรอบ 28 ปีเดือน จนกระทั่งรัฐบาลจีนต้องออกมาตรการควบคุมภาวะดังกล่าว เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดความวุ่นวายภายในประเทศ
นอกจากนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือนสุดท้ายที่ลดลง ส่งผลให้ภาวะเงินเฟ้อในภาพรวมทั้งปี 2553 อยู่ที่ 3.3%
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจดังกล่าว ที่สะท้อนให้เห็นถึงความร้อนแรงของเศรษฐกิจ อีกทั้งภาวะเงินเฟ้อที่ยังคงน่าเป็นห่วง ยิ่งเป็นการจุดชนวนความคาดหวังว่าจีนจะปรับค่าเงินหยวนให้แข็งค่าขึ้น และยังส่งผลให้ดัชนีหุ้นเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ดิ่งลงถึง 2.9% ปิดตลาดต่ำสุดในรอบ 4 เดือนที่ผ่านมา เช่นเดียวกับหุ้นตัวอื่นๆ ในเอเชียที่ร่วงลงด้วยเช่นกัน







